PNI Logo

คู่มือการใช้งานระบบ

เครื่องมือวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น PNImodified – Academic Version

พัฒนาโดย ดร.วุฒิไกร ป้อมมะรัง  |  เวอร์ชัน 2.2

1. ภาพรวมระบบ

เครื่องมือวิเคราะห์ PNI Modified – Academic Version คืออะไร?

ระบบนี้เป็นเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และผู้ที่ต้องการวิเคราะห์ ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมเอง ครอบคลุมการคำนวณ การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล และการรายงานผลตามมาตรฐานทางวิชาการ

คุณสมบัติหลัก
  • รองรับรายการประเมิน 1–100 รายการ
  • รองรับผู้ตอบแบบสอบถาม 3–1,000 คน
  • กรอกข้อมูลด้วยตนเองหรือนำเข้าจากไฟล์ Excel
  • คำนวณ PNImodified พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%
  • ตรวจสอบการกระจายตัวด้วยการทดสอบ Jarque-Bera
  • คัดกรองคุณภาพการตอบระดับผู้ตอบ และวิเคราะห์ใหม่โดยตัดผู้ตอบที่เลือกได้
  • ส่งออกผลลัพธ์เป็น CSV / Excel
กลุ่มเป้าหมาย
  • นักศึกษาปริญญาโท–เอก สาขาการศึกษา/บริหาร
  • อาจารย์และนักวิชาการ
  • นักวิจัยในองค์กรภาครัฐและเอกชน
  • ผู้ประเมินโครงการและนโยบาย
ความปลอดภัย : ระบบใช้ CSRF Token ป้องกันการโจมตีแบบ Cross-Site Request Forgery และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทุกรายการก่อนประมวลผล
ข้อมูลส่วนบุคคล : ข้อมูลที่ท่านป้อนถูกส่งไปคำนวณบนเซิร์ฟเวอร์และเก็บชั่วคราวใน session เพื่อใช้ส่งออกไฟล์เท่านั้น ไม่ถูกบันทึกลงฐานข้อมูล ท่านลบได้ทันทีด้วยปุ่ม "ลบข้อมูลออกจากเซิร์ฟเวอร์" ในหน้าผลลัพธ์ (session ที่ไม่ได้ใช้งานจะถูกลบอัตโนมัติตามรอบของเซิร์ฟเวอร์) หน้าเว็บใช้ Google Analytics เก็บสถิติการเข้าชม ซึ่งไม่ได้รับค่าคะแนนที่ท่านป้อน ควรนำเข้าเฉพาะคะแนน ไม่ใส่ชื่อหรือข้อมูลระบุตัวตนของผู้ตอบ และระบุวิธีการประมวลผลนี้ในเอกสารขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์

2. ทฤษฎีพื้นฐาน PNI Modified

หลักการและสูตรคำนวณ
ความเป็นมา

PNImodified (Modified Priority Needs Index) ปรับปรุงโดย นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวาณิช (ตามที่ระบุใน สุวิมล ว่องวาณิช, 2558) ต่อยอดจากแนวคิดการประเมินความต้องการจำเป็นของ Witkin (1984), Kaufman & English (1979), Borich (1980) และ Stufflebeam (1977) เพื่อแก้ปัญหาการจัดลำดับความสำคัญ โดยนำช่องว่างระหว่างสภาพที่ควรจะเป็น (Importance) กับสภาพที่เป็นจริง (Degree of Success) มาประมวลผลเป็นอัตราส่วนเชิงสัมพัทธ์

สูตรการคำนวณ
PNImodified = ( Ī − D̄ ) / D̄
Ī (Importance)
ค่าเฉลี่ยของสถานภาพที่ ควรจะเป็น (what should be) จากผู้ตอบทุกคนในรายการนั้น
D̄ (Degree of Success)
ค่าเฉลี่ยของสถานภาพที่ เป็นจริง (what is) จากผู้ตอบทุกคนในรายการนั้น
PNImodified
ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ยิ่งมากยิ่งต้องพัฒนาเร่งด่วน
เงื่อนไขพิเศษ: PNI ค่าลบ
หาก D̄ > Ī ผลลัพธ์จะเป็น ค่าลบ หมายความว่าสภาพที่เป็นจริงอยู่ใน ระดับที่เกินกว่า ความต้องการ ซึ่งควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและความเข้าใจของผู้ตอบแบบสอบถามอีกครั้ง
จุดแข็งของ PNImodified
  • ใช้ อัตราส่วน แทนค่าต่างเดิม จึงเปรียบเทียบข้ามรายการที่มีระดับคะแนนต่างกันได้
  • สะท้อน ความเร่งด่วน ในการพัฒนาตามบริบทของสถานภาพที่เป็นจริง
  • ใช้แพร่หลายในวิทยานิพนธ์และงานวิจัยด้านการศึกษาและการบริหารในประเทศไทย

3. ขั้นตอนการใช้งาน

ขั้นตอนที่ 3.1 – กำหนดจำนวนรายการและผู้ตอบ
1
เปิดระบบที่หน้าหลัก จะเห็น ฟอร์มขั้นตอนที่ 1 มีสองช่องกรอก
2
กรอก จำนวนรายการที่จะประเมิน (Item) ได้ 1–100 รายการ
ตัวอย่าง: หากประเมินสมรรถนะ 10 ด้าน ให้กรอก 10
3
กรอก จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ 3–1,000 คน
แนะนำอย่างน้อย 30 คนเพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือทางสถิติ
4
กดปุ่ม สร้างตารางกรอกข้อมูล
ระบบจะตรวจสอบ CSRF Token อัตโนมัติ หากเซสชันหมดอายุ (เช่น เว็บเบราว์เซอร์หยุดทำงาน) ให้รีเฟรชหน้าและเริ่มใหม่
ขั้นตอนที่ 3.2 – กรอกข้อมูลแบบ Manual (ป้อนด้วยตนเอง)

หลังจากสร้างตาราง ระบบจะแสดงแท็บ "กรอกข้อมูลด้วยตนเอง" ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

คอลัมน์คำอธิบายตัวอย่าง
ชื่อรายการชื่อของตัวแปร/สมรรถนะ/ประเด็นด้านการสื่อสาร
I (ควรจะเป็น)คะแนนสถานภาพที่ควรจะเป็นของผู้ตอบแต่ละคน (1–5)4, 5, 3, ...
D (เป็นจริง)คะแนนสถานภาพที่เป็นจริงของผู้ตอบแต่ละคน (1–5)3, 2, 3, ...
1
กรอก ชื่อรายการ ในช่องแรกของแต่ละแถว
2
กรอกคะแนน I (ควรจะเป็น) ของผู้ตอบแต่ละคน ต้องอยู่ระหว่าง 1.00 – 5.00
3
กรอกคะแนน D (เป็นจริง) ของผู้ตอบแต่ละคน ต้องอยู่ระหว่าง 1.00 – 5.00
4
กดปุ่ม วิเคราะห์ข้อมูล
ข้อมูลที่ขาดหายหรือไม่อยู่ในช่วง 1–5 จะถูกตัดออกจากการคำนวณโดยอัตโนมัติ หากข้อมูลครบถ้วนน้อยกว่า 80% ระบบจะแจ้งเตือน
ขั้นตอนที่ 3.3 – นำเข้าข้อมูลจาก Excel

ระบบรองรับการนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ .xlsx ผ่านแท็บ "นำเข้าจาก Excel"

ดาวน์โหลด Template ก่อน
1
กดปุ่ม ดาวน์โหลด Template Excel เพื่อรับแม่แบบที่ถูกต้อง
2
เปิดไฟล์ Template ด้วย Microsoft Excel หรือ Google Sheets
3
กรอกข้อมูลในแผ่นงาน "ข้อมูล PNI" ตามโครงสร้าง:
คอลัมน์ A = ชื่อรายการ, คอลัมน์ถัดไปสลับ I1/D1, I2/D2, ... ตามจำนวนผู้ตอบ
4
บันทึกไฟล์และอัปโหลดในระบบโดยกด "เลือกไฟล์"
5
กดปุ่ม ประมวลผลไฟล์ จากนั้นกด ดูตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบก่อนนำเข้า
6
กด "ยืนยันการนำเข้า" ระบบจะสลับไปแท็บกรอกข้อมูลด้วยตนเองเพื่อให้ตรวจสอบและกดวิเคราะห์
ข้อควรระวัง : ระบบอ่านข้อมูลจาก ชีตแรก ของไฟล์เสมอ (ไม่ได้อ้างอิงชื่อชีต) และตรวจหาแถวหัวตารางให้อัตโนมัติ จึงต้องให้ชีตข้อมูลเป็นชีตแรก และคงลำดับคอลัมน์เป็น ชื่อรายการ, I1, D1, I2, D2, ... ห้ามแทรกคอลัมน์อื่นคั่น
ขั้นตอนที่ 3.4 – วิเคราะห์และดูผลลัพธ์

เมื่อกดวิเคราะห์ ระบบจะแสดงผลในหน้า ขั้นตอนที่ 3 ประกอบด้วย

ตารางผลลัพธ์หลัก
  • ชื่อรายการ (Item)
  • ค่าเฉลี่ย I (Ī) และ D (D̄)
  • ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
  • ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI)
  • ผลการทดสอบ Jarque-Bera (JB, p-value)
  • paired t-test / Wilcoxon signed-rank ของ I − D (ปรับค่า p ด้วย Holm)
  • 95% CI ของ PNI ด้วย bootstrap และความมั่นคงของลำดับ
  • PNImodified และระดับความต้องการจำเป็น
  • จำนวนผู้ตอบที่มีข้อมูลครบ (n) และความสมบูรณ์ (%)
สรุปภาพรวม
  • จำนวนรายการในแต่ละระดับ PNI
  • รายการที่มี PNI ค่าลบ (ถ้ามี)
  • ค่าเฉลี่ย PNI รวมทุกรายการ
  • ผู้ตอบที่ควรตรวจสอบจากการคัดกรองคุณภาพการตอบ
  • การจัดกลุ่มรายการตามจุดตัดค่าเฉลี่ย PNI ร่วมกับผลการทดสอบ (ในรายงาน Word)

ผลลัพธ์ถูก จัดเรียงจากมากไปน้อยตาม PNI เพื่อระบุรายการที่ต้องพัฒนาเร่งด่วนก่อน

ขั้นตอนที่ 3.5 – ส่งออกผลลัพธ์

ระบบรองรับการส่งออกตาราง 2 รูปแบบ และรายงาน Word สำหรับงานวิจัย 1 รูปแบบ


CSV
เหมาะสำหรับนำเข้า SPSS, R, Python, Google Sheets
?export=csv

Excel (.xls)
เหมาะสำหรับจัดทำรายงาน การนำเสนอ
(เป็นตาราง HTML ที่ Excel เปิดได้ เมื่อ Excel เตือนเรื่องรูปแบบไฟล์ให้กด Yes แล้วบันทึกเป็น .xlsx)

?export=xls
ไฟล์ที่ดาวน์โหลดจะมีชื่อในรูปแบบ PNI_results_YYYYMMDD_HHmmss เพื่อระบุเวลาที่ส่งออก
รายงาน Word (.docx) สำหรับวิทยานิพนธ์และงานวิจัย

เลือกรูปแบบในกล่อง "รายงาน Word สำหรับวิทยานิพนธ์และงานวิจัย" ท้ายหน้าผลลัพธ์ แล้วกดดาวน์โหลด รายงานจัดเป็น 3 ส่วนตามโครงสร้างเล่มของไทย

  • ส่วนที่ 1 (บทที่ 3) การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้พร้อมสูตรและนิยามสัญลักษณ์ เกณฑ์การแปลความหมาย
  • ส่วนที่ 2 (บทที่ 4) สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผล และผลการวิเคราะห์ตอนที่ 1–3 พร้อมตารางและคำบรรยาย
  • ส่วนที่ 3 (บทที่ 5) สรุปผล โครงร่างอภิปรายผล (ผู้วิจัยเติมข้อความในวงเล็บเหลี่ยมสีแดงเอง) และข้อเสนอแนะ
  • รายการอ้างอิง แบบ APA 7 ฉบับภาษาไทย เอกสารภาษาไทยก่อน (ปี พ.ศ.) ตามด้วยภาษาอังกฤษ (ปี ค.ศ.) เฉพาะที่อ้างในเนื้อหา และเลือกแนบฉบับแปลภาษาอังกฤษสำหรับวารสาร TCI ได้

ตัวเลือก: สัญลักษณ์ M, SD (APA 7, ตัวเอียง) หรือ x̄, S.D. · ป้ายตาราง "ตาราง 1" (APA 7), "ตารางที่ 1" หรือ "ตารางที่ 4.1" · ฉบับพิมพ์ตำราสุวิมล ว่องวาณิช (2558/2562) ระบบจำตัวเลือกล่าสุดไว้ในเบราว์เซอร์ ทั้งนี้ให้ตรวจกับคู่มือการพิมพ์ของสถาบันหรือคำแนะนำผู้แต่งของวารสารอีกครั้ง

4. การแปลผลและสถิติขั้นสูง

4.1 เกณฑ์การแปลผล PNImodified

PNImodified เป็น ดัชนีเชิงสัมพัทธ์ ที่ใช้ จัดลำดับ ความต้องการจำเป็นภายในชุดข้อมูลเดียวกันเป็นหลัก โดยทั่วไปจัดลำดับจากมากไปน้อยและใช้ ค่าเฉลี่ยของ PNImodified ทั้งชุด เป็นจุดตัด ส่วนช่วงค่าด้านล่างเป็น เกณฑ์เชิงพรรณนา (rule of thumb) ที่ระบบใช้ช่วยแสดงระดับความเร่งด่วน มิใช่ค่ามาตรฐานสัมบูรณ์ ทั้งนี้จุดตัดที่ใช้จัดกลุ่มอาจแตกต่างกันตามบริบทงานวิจัย

ระดับช่วงค่า PNIความหมายขนาดช่องว่าง
สูง PNI > 0.30 I สูงกว่า D มากกว่าร้อยละ 30 ของ D ช่องว่างสัมพัทธ์มาก
ปานกลาง 0.20 < PNI ≤ 0.30 I สูงกว่า D ร้อยละ 20–30 ของ D ช่องว่างสัมพัทธ์ปานกลาง
ต่ำ 0.10 < PNI ≤ 0.20 I สูงกว่า D ร้อยละ 10–20 ของ D ช่องว่างสัมพัทธ์น้อย
ต่ำมาก 0 ≤ PNI ≤ 0.10 I สูงกว่า D ไม่เกินร้อยละ 10 ของ D ช่องว่างสัมพัทธ์น้อยมาก
ไม่เป็นความต้องการจำเป็น PNI < 0 D สูงกว่า I สรุปว่า D > I เฉพาะเมื่อผลต่างมีนัยสำคัญ (หัวข้อ 4.5)
การจัดลำดับความสำคัญ : ผลลัพธ์ถูกเรียงลำดับจาก PNI สูงสุดไปต่ำสุด รายงาน Word ใช้ เกณฑ์ตัดสินเพียงชุดเดียว คือจุดตัดค่าเฉลี่ย PNI ประกอบกับผลการทดสอบ ดังนี้
  • ความต้องการจำเป็นที่ควรพัฒนาก่อน : PNI สูงกว่าจุดตัด และ pHolm ของ paired t-test < .05 (I > D) และอยู่สูงกว่าจุดตัด ≥ 95% ของรอบ bootstrap
  • สูงกว่าจุดตัดแต่ควรตีความด้วยความระมัดระวัง : ไม่ผ่านเงื่อนไขทางสถิติข้อใดข้อหนึ่ง
  • ต่ำกว่าจุดตัด : 0 ≤ PNI ≤ จุดตัด
  • PNI < 0 : ระบุว่า "D สูงกว่า I" เฉพาะเมื่อผลต่างมีนัยสำคัญ (pHolm < .05) มิฉะนั้นรายงานว่า "ไม่พบความแตกต่างระหว่าง I และ D"
ระดับในตารางด้านบน (0.30/0.20/0.10) ใช้สื่อขนาดของช่องว่างเท่านั้น ไม่ใช้ตัดสินลำดับความสำคัญ
4.2 ช่วงความเชื่อมั่น 95% (Confidence Interval)

ระบบคำนวณ CI ด้วย การแจกแจง t โดยใช้ค่าวิกฤตจากตาราง t เมื่อ df ≤ 30 และใช้ Cornish-Fisher expansion เมื่อ df > 30 (คลาดเคลื่อนน้อยกว่า 0.1%)

CI = X̄ ± t(α/2, df) × (SD / √n)

โดยที่ df = n - 1 และ α = 0.05 (ความเชื่อมั่น 95%)

I และ D มาจากผู้ตอบคนเดียวกัน (ข้อมูลจับคู่) การดูว่า CI ของ I และ D ทับซ้อนกันหรือไม่ ไม่ใช่วิธีทดสอบนัยสำคัญที่ถูกต้อง ให้ดูผลการทดสอบผลต่าง I − D ในหัวข้อ 4.5 แทน
4.3 การทดสอบการกระจายตัว Jarque-Bera Test

ระบบใช้ Jarque-Bera Test (JB) ตรวจสอบว่าข้อมูลมีการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) หรือไม่

JB = (n/6) × [ S² + (1/4)(K − 3)² ]
S = Skewness (ความเบ้)
S = m₃ / m₂3/2 โดย mk = Σ(x − x̄)k/n (โมเมนต์แบบประชากร)
K = Kurtosis (ความโด่ง)
K = m₄ / m₂² ; การแจกแจงปกติมี K = 3
p-valueการแปลผลผลต่อการวิเคราะห์
p ≥ .05ไม่มีหลักฐานว่าแตกต่างจากการแจกแจงปกติ (ไม่ได้พิสูจน์ว่าปกติ)ใช้ประกอบการตีความ paired t-test
p < .05แตกต่างจากการแจกแจงปกติให้น้ำหนักผล Wilcoxon signed-rank ควบคู่
ระบบต้องการ n ≥ 5 จึงจะคำนวณ JB ได้ หากน้อยกว่าจะแสดงเป็น "n<5"
ใช้สูตรต้นฉบับของ Jarque & Bera (1987) ให้ผลตรงกับโปรแกรมสถิติมาตรฐาน (เช่น SciPy) ค่า p คำนวณจากการแจกแจง χ² (df = 2) ซึ่งเป็นค่าประมาณสำหรับตัวอย่างขนาดใหญ่ เมื่อ n < 30 การทดสอบมีอำนาจต่ำและค่า p คลาดเคลื่อนได้ ส่วนข้อมูลมาตรประมาณค่า 5 ระดับเป็นข้อมูลไม่ต่อเนื่อง เมื่อ n ใหญ่จึงมักปฏิเสธความเป็นปกติเสมอ การคำนวณ PNI ไม่ได้ต้องการข้อตกลงเรื่องความเป็นปกติ
4.4 การคัดกรองคุณภาพการตอบ (ระดับผู้ตอบ)

ข้อมูลมาตรประมาณค่า 5 ระดับมีค่าได้เพียง 1–5 วิธี IQR รายข้อจึงไม่เหมาะ (เช่น ถ้าผู้ตอบเกือบทุกคนตอบ 5 ค่า IQR = 0 คำตอบ 4 ที่ปกติจะถูกระบุว่าผิดปกติ) ระบบจึงคัดกรองที่ ระดับผู้ตอบ 3 ลักษณะ

  1. ตอบค่าเดียวกันทุกข้อ (straight-lining) ทั้ง I และ D — ตรวจเมื่อมีอย่างน้อย 5 รายการ อาจบ่งชี้การตอบโดยไม่ตั้งใจ (ไม่ระบุกรณีที่ I คงที่อย่างเดียว เช่น ให้ความสำคัญระดับ 5 ทุกข้อ เพราะอาจเป็นคำตอบจริง)
  2. D > I ในรายการส่วนใหญ่ (≥ 50%) ขณะที่ทั้งกลุ่มพบ D > I น้อยกว่า 25% — อาจเข้าใจความหมายของ I กับ D สลับกัน
  3. ค่าผิดปกติหลายตัวแปร — Mahalanobis distance (D²) ของค่าเฉลี่ย I และ D ของผู้ตอบ เทียบกับค่าวิกฤต χ²(2) ที่ระดับ .001 (13.82) ตามแนวทางของ Tabachnick & Fidell (2019) ต้องมีผู้ตอบอย่างน้อย 10 คน
    ข้อจำกัด: คำนวณจากค่าเฉลี่ย 2 ค่าต่อผู้ตอบ (ไม่ใช่เวกเตอร์คะแนนรายข้อ) จึงตรวจได้เฉพาะระดับคะแนนโดยรวมที่ผิดปกติ ไม่ตรวจรูปแบบการตอบรายข้อ
ข้อแนะนำ : ระบบไม่ตัดข้อมูลออกอัตโนมัติ ผู้วิจัยเลือกตัดผู้ตอบได้ที่ตาราง "การคัดกรองคุณภาพการตอบ" แล้วกด "วิเคราะห์ใหม่" การตัดข้อมูลต้องมีเหตุผลเชิงเนื้อหา และต้องรายงานจำนวนกับเหตุผลในงานวิจัย ระบบจะบันทึกหมายเลขผู้ตอบที่ถูกตัดไว้ในรายงาน Word โดยอัตโนมัติ
4.5 การทดสอบผลต่าง (I − D) และ Bootstrap CI ของ PNI
  • Paired t-test ทดสอบว่าผลต่างเฉลี่ย d̄ = Ī − D̄ ต่างจาก 0 หรือไม่ พร้อม 95% CI ของผลต่าง และขนาดอิทธิพล dz = d̄ / sd (Cohen, 1988)
  • Wilcoxon signed-rank test (Wilcoxon, 1945) ทางเลือกแบบไม่อิงพารามิเตอร์ ตัดผลต่างที่เป็นศูนย์ และประมาณค่า p ด้วยโค้งปกติพร้อมปรับค่าซ้ำ เหมาะกับข้อมูลมาตรประมาณค่า
  • การปรับค่า p ด้วยวิธีของ Holm (1979) เพราะทดสอบหลายรายการพร้อมกัน ช่วยควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 โดยรวม
  • Bootstrap CI ของ PNI (Efron & Tibshirani, 1993) สุ่มซ้ำผู้ตอบทั้งคน 1000 รอบ (seed คงที่ ผลจึงทำซ้ำได้) ได้ช่วงความเชื่อมั่นแบบ percentile
  • % > จุดตัด คือร้อยละของรอบ bootstrap ที่รายการมีค่า PNI สูงกว่าค่าเฉลี่ย PNI ของรอบนั้น ค่า ≥ 95 แสดงว่าสถานะความต้องการจำเป็นลำดับต้นมีความมั่นคง (เกณฑ์ 95 เป็นเกณฑ์ที่ผู้พัฒนาโปรแกรมกำหนด ไม่ได้มาจาก Efron & Tibshirani)
การกล่าวว่า "สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ" ในรายงาน ต้องอ้างอิงค่า pHolm จากตารางนี้เท่านั้น ค่า PNI ที่สูงไม่ได้แสดงนัยสำคัญทางสถิติในตัวเอง

5. เกณฑ์การให้คะแนน 5 ระดับ

มาตราส่วนประเมิน (Likert Scale)

ระบบใช้มาตราส่วน 5 ระดับ (1–5) และแปลผลค่าเฉลี่ยด้วย ขีดจำกัดจริง (real limits) ของแต่ละระดับ (ปรับจาก Best, 1977) ช่วงจึงกว้าง 0.50 ที่ปลายทั้งสองข้างและ 1.00 ในระดับกลาง ไม่ใช่ อันตรภาคชั้นเท่ากัน 0.80 (แบบ 0.80 จะได้ 1.00–1.80, 1.81–2.60, 2.61–3.40, 3.41–4.20, 4.21–5.00) งานวิจัยไทยอ้าง Best (1977) สำหรับทั้งสองแบบ ผู้วิจัยควรเลือกแบบใดแบบหนึ่งให้สอดคล้องตลอดเล่ม และระบุเลขหน้าจากต้นฉบับที่ใช้อ้างอิง

สถานภาพที่ควรจะเป็น (I : Importance)
คะแนนความหมาย
5มีความสำคัญ/ความต้องการมากที่สุด
4มีความสำคัญ/ความต้องการมาก
3มีความสำคัญ/ความต้องการปานกลาง
2มีความสำคัญ/ความต้องการน้อย
1มีความสำคัญ/ความต้องการน้อยที่สุด
สถานภาพที่เป็นจริง (D : Degree of Success)
คะแนนความหมาย
5มีการดำเนินการ/ปฏิบัติมากที่สุด
4มีการดำเนินการ/ปฏิบัติมาก
3มีการดำเนินการ/ปฏิบัติปานกลาง
2มีการดำเนินการ/ปฏิบัติน้อย
1มีการดำเนินการ/ปฏิบัติน้อยที่สุด
เกณฑ์การแปลผลค่าเฉลี่ย (Best, 1977)
ช่วงค่าเฉลี่ยระดับ
4.51 – 5.00มากที่สุด
3.51 – 4.50มาก
2.51 – 3.50ปานกลาง
1.51 – 2.50น้อย
1.00 – 1.50น้อยที่สุด

6. การประเมินคุณภาพข้อมูล

ตัวชี้วัดคุณภาพ
ความสมบูรณ์ของข้อมูล (Completeness)

= (จำนวนคู่ I-D ที่สมบูรณ์ / จำนวนผู้ตอบทั้งหมด) × 100

≥ 80% ผ่าน
< 80% แจ้งเตือน
คุณภาพการตอบรายบุคคล

ตรวจด้วยการคัดกรองระดับผู้ตอบ 3 ลักษณะ (ดูหัวข้อ 4.4)

ผลแสดงในตาราง "การคัดกรองคุณภาพการตอบ" ในหน้าผลลัพธ์ และสรุปไว้ในรายงาน Word หัวข้อที่ 5

หมายเหตุ : ระบบต้องการข้อมูลครบ (ทั้ง I และ D) อย่างน้อย 3 คู่ ต่อรายการ จึงจะคำนวณ PNI ได้ หากน้อยกว่านี้รายการนั้นจะถูกตัดออกจากผลลัพธ์

7. ข้อจำกัดและข้อแนะนำสำหรับการวิจัย

ข้อควรระวังทางวิชาการ
ข้อจำกัด
  • PNImodified ขึ้นอยู่กับ ความเข้าใจของผู้ตอบ — ผู้ตอบต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างสภาพที่ควรจะเป็นกับสภาพที่เป็นจริง
  • ค่า PNI เป็น ข้อมูลเชิงปริมาณ ควรใช้ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อยืนยันผล
  • ขนาดตัวอย่างที่เล็ก (n < 30) อาจทำให้ช่วงความเชื่อมั่นกว้างและผลไม่เสถียร
  • ลำดับความสำคัญของรายการที่ค่า PNI ใกล้กันอาจสลับกันได้จากความคลาดเคลื่อนของการสุ่ม ควรดู bootstrap CI ประกอบ
ข้อแนะนำ
  • ควรมีผู้ตอบอย่างน้อย 30 คนขึ้นไป เพื่อความน่าเชื่อถือทางสถิติ
  • ตรวจสอบ ความเข้าใจของผู้ตอบ ด้วย Pilot Study ก่อนเก็บข้อมูลจริง
  • รายงานผลควรระบุ n, SD, CI ควบคู่กับค่า PNI
  • หากตัดผู้ตอบออกหลังการคัดกรอง ต้องรายงานจำนวนและเหตุผล
  • อ้างอิงสูตร PNImodified จาก สุวิมล ว่องวาณิช ตามฉบับพิมพ์ที่อ่านจริงพร้อมเลขหน้า (เช่น พิมพ์ครั้งที่ 3, 2558 หรือพิมพ์ครั้งที่ 4, 2562) รายงาน Word ใส่ฉบับ 2558 ไว้เป็นค่าเริ่มต้น ให้แก้ทั้งในเนื้อหาและรายการอ้างอิงหากใช้ฉบับอื่น ส่วนเกณฑ์ระดับ 0.30/0.20/0.10 ให้ระบุว่าเป็นเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด
  • รายงานผล paired t-test พร้อมค่า p ที่ปรับแล้ว และ bootstrap CI ของ PNI สำหรับรายการลำดับต้น

8. รายการอ้างอิง

  1. สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  2. Witkin, B. R. (1984). Assessing needs in educational and social programs. San Francisco: Jossey-Bass.
  3. Kaufman, R., & English, F. W. (1979). Needs assessment: Concept and application. Englewood Cliffs, NJ: Educational Technology Publications.
  4. Borich, G. D. (1980). A needs assessment model for conducting follow-up studies. Journal of Teacher Education, 31(3), 39–42.
  5. Stufflebeam, D. L. (1977). Needs assessment in evaluation. Paper presented at the Annual Meeting of the American Educational Research Association.
  6. Best, J. W. (1977). Research in Education (3rd ed.). Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
  7. Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.
  8. Jarque, C. M., & Bera, A. K. (1987). A test for normality of observations and regression residuals. International Statistical Review, 55(2), 163–172.
  9. Beasley, J. D., & Springer, S. G. (1977). Algorithm AS 111: The percentage points of the normal distribution. Applied Statistics, 26(1), 118–121.
  10. Moro, B. (1995). The full Monte. Risk, 8(2), 57–58.
  11. Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Lawrence Erlbaum.
  12. Efron, B., & Tibshirani, R. J. (1993). An introduction to the bootstrap. Chapman & Hall.
  13. Holm, S. (1979). A simple sequentially rejective multiple test procedure. Scandinavian Journal of Statistics, 6(2), 65–70.
  14. Tabachnick, B. G., & Fidell, L. S. (2019). Using multivariate statistics (7th ed.). Pearson.
  15. Wilcoxon, F. (1945). Individual comparisons by ranking methods. Biometrics Bulletin, 1(6), 80–83.