Statistical Research Tool

Calculator Icon IOC Analysis

Index of Item-Objective Congruence — วิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้อง

1
ข้อมูลเบื้องต้น
2
กรอกคะแนน
3
ผลการวิเคราะห์
คู่มือการใช้งาน
Step 1 of 3
กำหนดจำนวนผู้เชี่ยวชาญและข้อคำถาม
แนะนำ 3–7 ท่าน เพื่อความน่าเชื่อถือทางสถิติ
จำนวนข้อในเครื่องมือวิจัยที่ต้องการตรวจสอบ
เกณฑ์การให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ
+1แน่ใจว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
0ไม่แน่ใจว่าสอดคล้อง
-1แน่ใจว่าไม่สอดคล้อง
ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
หลักการ · วิธีการคำนวณ · เกณฑ์การแปลผล · ตัวอย่างการใช้งาน
ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) เป็นค่าสถิติที่ใช้ตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของเครื่องมือวิจัย โดยอาศัยการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญว่าข้อคำถามแต่ละข้อ มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวัดที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด
ความหมายและที่มา

IOC ได้รับการพัฒนาโดย Rovinelli และ Hambleton (1977) เพื่อแก้ปัญหาการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่มักอาศัยเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ให้มีความเป็นปรนัยและอ้างอิงได้ทางสถิติมากขึ้น โดยกำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านพิจารณาข้อคำถามแล้วให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด จากนั้นนำคะแนนมาคำนวณเป็นค่า IOC รายข้อ

ความสำคัญในการวิจัย
ตรวจสอบความถูกต้อง
ยืนยันว่าข้อคำถามวัดสิ่งที่ต้องการวัดจริง ไม่ตีความคลาดเคลื่อน
มีฉันทามติจากผู้เชี่ยวชาญ
ลดอคติจากผู้วิจัยคนเดียว เพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยความเห็นหลายท่าน
อ้างอิงทางสถิติได้
ค่าตัวเลขที่ได้สามารถรายงานในงานวิจัยได้อย่างชัดเจน มาตรฐาน
คัดกรองข้อคำถามที่ดี
ระบุข้อที่ควรปรับปรุงหรือตัดออกก่อนนำไปใช้เก็บข้อมูลจริง
เมื่อใดควรใช้ IOC
  • เมื่อสร้างแบบสอบถาม แบบทดสอบ หรือแบบประเมินใหม่สำหรับการวิจัย
  • เมื่อปรับปรุงเครื่องมือวิจัยที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับบริบทใหม่
  • ก่อนดำเนินการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability Test) ทุกครั้ง
  • เมื่อต้องรายงานความเที่ยงตรงในวิทยานิพนธ์หรือบทความวิจัย
  • ไม่เหมาะกับเครื่องมือที่วัดแบบอัตนัยโดยไม่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง
สูตรการคำนวณค่า IOC เป็นสูตรที่เรียบง่าย แต่ให้ข้อมูลที่มีความหมายสูง โดยวัดจาก ระดับฉันทามติ (Consensus) ของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อข้อคำถามแต่ละข้อ
สูตรการคำนวณ
Index of Item-Objective Congruence
IOC =  ∑R N
IOC = ค่าดัชนีความสอดคล้อง (–1 ถึง +1)
∑R = ผลรวมคะแนนทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญ
N = จำนวนผู้เชี่ยวชาญ
ระดับคะแนนที่ผู้เชี่ยวชาญให้
คะแนนความหมายเงื่อนไขผลต่อ IOC
+1 แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เนื้อหาตรง ชัดเจน ไม่คลุมเครือ เพิ่มค่า IOC
0 ไม่แน่ใจว่าสอดคล้องหรือไม่ เนื้อหาคลุมเครือ ตีความได้หลายทาง ไม่เปลี่ยน
–1 แน่ใจว่าข้อคำถามไม่สอดคล้อง เนื้อหาผิด คลาดเคลื่อน หรือวัดผิดวัตถุประสงค์ ลดค่า IOC
ขั้นตอนการคำนวณทีละขั้น
1
รวบรวมคะแนนจากผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน
ให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านประเมินข้อคำถามแต่ละข้อ โดยให้คะแนน +1, 0 หรือ –1 ตามเกณฑ์
2
หาผลรวมคะแนน (∑R) ของแต่ละข้อ
นำคะแนนของผู้เชี่ยวชาญทุกท่านในข้อเดียวกันมาบวกรวมกัน
3
หารด้วยจำนวนผู้เชี่ยวชาญ (N)
IOC = ∑R ÷ N จะได้ค่าอยู่ในช่วง –1.00 ถึง +1.00
4
เปรียบเทียบกับเกณฑ์ IOC ≥ 0.50
ข้อที่ผ่าน (IOC ≥ 0.50) นำไปใช้ได้ · ข้อที่ไม่ผ่านต้องปรับปรุงหรือตัดออก
เกณฑ์การแปลผลค่า IOC มีการกำหนดไว้หลายระดับในวรรณกรรมทางวิชาการ โดยเกณฑ์ที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศไทยและสากลคือ IOC ≥ 0.50
เกณฑ์การแปลผลค่า IOC
ช่วงค่า IOCการแปลผลระดับคุณภาพการดำเนินการ
1.00 ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านเห็นสอดคล้องกันทั้งหมด ดีเยี่ยม ใช้ได้ทันที
0.75 – 0.99 ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกัน ดีมาก ใช้ได้โดยอาจปรับเล็กน้อย
0.50 – 0.74 ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยเกินครึ่ง ผ่านเกณฑ์ ผ่านเกณฑ์ ใช้ได้ แนะนำให้ปรับปรุง
0.00 – 0.49 ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจหรือเห็นด้วยน้อย ต้องปรับปรุง ปรับปรุงก่อนนำไปใช้
ต่ำกว่า 0.00 ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่เห็นสอดคล้อง ไม่ผ่าน ตัดออกหรือสร้างใหม่
เหตุผลที่ใช้เกณฑ์ 0.50

เกณฑ์ IOC ≥ 0.50 ถือเป็นมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วไปในวงวิชาการ โดยมีความหมายว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หากค่า IOC = 0.50 และมีผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน หมายความว่าผลรวมคะแนน = 2.5 ซึ่งหมายถึงผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3–4 ท่านให้คะแนน +1

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า IOC
  • ความชัดเจนของวัตถุประสงค์ — วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนทำให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินได้ตรงกันมากขึ้น
  • ความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญ — ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ตรงสาขาจะประเมินได้แม่นยำกว่า
  • จำนวนผู้เชี่ยวชาญ — ยิ่งมากยิ่งเสถียร แต่ทั่วไปใช้ 3–7 ท่าน
  • ความยากของเนื้อหา — เนื้อหาเฉพาะทางมักทำให้ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันน้อยลง
  • รูปแบบการเขียนข้อคำถาม — การใช้ภาษาคลุมเครือหรือตีความได้หลายทางจะลดค่า IOC
ตัวอย่างการคำนวณค่า IOC จากการประเมินจริง โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ประเมินข้อคำถาม 4 ข้อ จากแบบสอบถามด้านพฤติกรรมสุขภาพ
ตารางข้อมูลดิบจากผู้เชี่ยวชาญ
ข้อที่ ผู้เชี่ยวชาญ 1 ผู้เชี่ยวชาญ 2 ผู้เชี่ยวชาญ 3 ผู้เชี่ยวชาญ 4 ผู้เชี่ยวชาญ 5 ∑R IOC (∑R/5) ผล
1 +1+1+1+1+1 5 1.00 ใช้ได้
2 +1+10+1+1 4 0.80 ใช้ได้
3 +10–1+10 1 0.20 ปรับปรุง
4 +1+1+10+1 4 0.80 ใช้ได้
วิธีการคำนวณทีละข้อ
ข้อที่ 1
∑R = 1+1+1+1+1 = 5
IOC = 5÷5 = 1.00
ดีเยี่ยม
ข้อที่ 2
∑R = 1+1+0+1+1 = 4
IOC = 4÷5 = 0.80
ดีมาก
ข้อที่ 3
∑R = 1+0+(–1)+1+0 = 1
IOC = 1÷5 = 0.20
ต้องปรับปรุง
ข้อที่ 4
∑R = 1+1+1+0+1 = 4
IOC = 4÷5 = 0.80
ดีมาก
บทสรุปจากตัวอย่าง

จากการวิเคราะห์พบว่า ข้อ 1, 2 และ 4 ผ่านเกณฑ์ (IOC ≥ 0.50) สามารถนำไปใช้ในเครื่องมือวิจัยได้ ส่วน ข้อ 3 ไม่ผ่านเกณฑ์ (IOC = 0.20) เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นต่างกัน โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญท่านที่ 3 ให้คะแนน –1 สะท้อนว่าข้อคำถามนี้ อาจมีปัญหาด้านการใช้ภาษาหรือความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงก่อนนำไปใช้

คุณภาพของค่า IOC ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก การเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ตรงสาขาหรือมีจำนวนน้อยเกินไปอาจทำให้ผลไม่น่าเชื่อถือ
จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม
จำนวนข้อดีข้อจำกัดความเหมาะสม
3 ท่าน ประหยัดเวลา ประสานงานง่าย ความแปรปรวนสูง ผล IOC อาจกระโดด พอใช้
5 ท่าน สมดุลระหว่างคุณภาพและทรัพยากร ต้องประสานงานมากขึ้น แนะนำ
7 ท่าน ผลเสถียร น่าเชื่อถือสูง ใช้เวลาและทรัพยากรมาก ดีที่สุด
คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม
มีความรู้หรือประสบการณ์ตรงในสาขาที่วิจัย
ควรมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปหรือประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีในสาขาที่เกี่ยวข้อง
เข้าใจหลักการสร้างเครื่องมือวิจัย
ควรมีความรู้ด้านการวัดและประเมินผล หรือการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อประเมินความสอดคล้องได้อย่างเหมาะสม
มีความเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ผู้เชี่ยวชาญไม่ควรเป็นผู้วิจัยเอง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลการวิจัย
ไม่ควรรู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับผู้วิจัย
ความสัมพันธ์ส่วนตัวอาจทำให้การประเมินเอนเอียง (Bias) และลดความน่าเชื่อถือของผล IOC
กระบวนการส่งเครื่องมือให้ผู้เชี่ยวชาญ
  • แนบวัตถุประสงค์การวิจัยและนิยามศัพท์เฉพาะพร้อมเครื่องมือ
  • อธิบายหลักเกณฑ์การให้คะแนน +1, 0, –1 ให้ชัดเจน
  • มีช่องแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมสำหรับแต่ละข้อ
  • กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการตอบกลับ (ปกติ 7–14 วัน)
  • บันทึกวันที่รับและส่งคืนเพื่อความเป็นระเบียบ
เอกสารอ้างอิงหลักที่ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือ IOC Analysis นี้ ครอบคลุมทั้งตำราวิชาการภาษาไทยและงานวิจัยระดับนานาชาติ
งานวิจัยและตำราสากล
Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research, 2, 49–60.
งานอ้างอิงหลัก — ผู้พัฒนา IOC ดั้งเดิม
Turner, R. C., & Carlson, L. (2003). Indexes of item-objective congruence for multidimensional items. International Journal of Testing, 3(2), 163–171.
Lynn, M. R. (1986). Determination and quantification of content validity. Nursing Research, 35(6), 382–385.
ตำราภาษาไทย
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2561). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้: ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2543). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
สมนึก ภัททิยธนี. (2560). การวัดผลการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 10). กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์.