IOC คืออะไร
สูตรและการคำนวณ
เกณฑ์การแปลผล
ตัวอย่างจริง
ผู้เชี่ยวชาญ
อ้างอิง
ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC)
เป็นค่าสถิติที่ใช้ตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
ของเครื่องมือวิจัย โดยอาศัยการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญว่าข้อคำถามแต่ละข้อ
มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวัดที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด
ความหมายและที่มา
IOC ได้รับการพัฒนาโดย Rovinelli และ Hambleton (1977)
เพื่อแก้ปัญหาการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่มักอาศัยเพียงความคิดเห็นส่วนตัว
ให้มีความเป็นปรนัยและอ้างอิงได้ทางสถิติมากขึ้น
โดยกำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านพิจารณาข้อคำถามแล้วให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด
จากนั้นนำคะแนนมาคำนวณเป็นค่า IOC รายข้อ
ความสำคัญในการวิจัย
ตรวจสอบความถูกต้อง
ยืนยันว่าข้อคำถามวัดสิ่งที่ต้องการวัดจริง ไม่ตีความคลาดเคลื่อน
มีฉันทามติจากผู้เชี่ยวชาญ
ลดอคติจากผู้วิจัยคนเดียว เพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยความเห็นหลายท่าน
อ้างอิงทางสถิติได้
ค่าตัวเลขที่ได้สามารถรายงานในงานวิจัยได้อย่างชัดเจน มาตรฐาน
คัดกรองข้อคำถามที่ดี
ระบุข้อที่ควรปรับปรุงหรือตัดออกก่อนนำไปใช้เก็บข้อมูลจริง
เมื่อใดควรใช้ IOC
เมื่อสร้างแบบสอบถาม แบบทดสอบ หรือแบบประเมินใหม่สำหรับการวิจัย
เมื่อปรับปรุงเครื่องมือวิจัยที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับบริบทใหม่
ก่อนดำเนินการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability Test) ทุกครั้ง
เมื่อต้องรายงานความเที่ยงตรงในวิทยานิพนธ์หรือบทความวิจัย
ไม่เหมาะกับเครื่องมือที่วัดแบบอัตนัยโดยไม่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง
เกณฑ์การแปลผลค่า IOC มีการกำหนดไว้หลายระดับในวรรณกรรมทางวิชาการ
โดยเกณฑ์ที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศไทยและสากลคือ IOC ≥ 0.50
เกณฑ์การแปลผลค่า IOC
ช่วงค่า IOC การแปลผล ระดับคุณภาพ การดำเนินการ
1.00
ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านเห็นสอดคล้องกันทั้งหมด
ดีเยี่ยม
ใช้ได้ทันที
0.75 – 0.99
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกัน
ดีมาก
ใช้ได้โดยอาจปรับเล็กน้อย
0.50 – 0.74
ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยเกินครึ่ง ผ่านเกณฑ์
ผ่านเกณฑ์
ใช้ได้ แนะนำให้ปรับปรุง
0.00 – 0.49
ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจหรือเห็นด้วยน้อย
ต้องปรับปรุง
ปรับปรุงก่อนนำไปใช้
ต่ำกว่า 0.00
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่เห็นสอดคล้อง
ไม่ผ่าน
ตัดออกหรือสร้างใหม่
เหตุผลที่ใช้เกณฑ์ 0.50
เกณฑ์ IOC ≥ 0.50 ถือเป็นมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วไปในวงวิชาการ โดยมีความหมายว่า
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
หากค่า IOC = 0.50 และมีผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน หมายความว่าผลรวมคะแนน = 2.5
ซึ่งหมายถึงผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3–4 ท่านให้คะแนน +1
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า IOC
ความชัดเจนของวัตถุประสงค์ — วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนทำให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินได้ตรงกันมากขึ้น
ความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญ — ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ตรงสาขาจะประเมินได้แม่นยำกว่า
จำนวนผู้เชี่ยวชาญ — ยิ่งมากยิ่งเสถียร แต่ทั่วไปใช้ 3–7 ท่าน
ความยากของเนื้อหา — เนื้อหาเฉพาะทางมักทำให้ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันน้อยลง
รูปแบบการเขียนข้อคำถาม — การใช้ภาษาคลุมเครือหรือตีความได้หลายทางจะลดค่า IOC
ตัวอย่างการคำนวณค่า IOC จากการประเมินจริง โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน
ประเมินข้อคำถาม 4 ข้อ จากแบบสอบถามด้านพฤติกรรมสุขภาพ
ตารางข้อมูลดิบจากผู้เชี่ยวชาญ
ข้อที่
ผู้เชี่ยวชาญ 1
ผู้เชี่ยวชาญ 2
ผู้เชี่ยวชาญ 3
ผู้เชี่ยวชาญ 4
ผู้เชี่ยวชาญ 5
∑R
IOC (∑R/5)
ผล
1
+1 +1 +1 +1 +1
5
1.00
ใช้ได้
2
+1 +1 0 +1 +1
4
0.80
ใช้ได้
3
+1 0 –1 +1 0
1
0.20
ปรับปรุง
4
+1 +1 +1 0 +1
4
0.80
ใช้ได้
วิธีการคำนวณทีละข้อ
ข้อที่ 1
∑R = 1+1+1+1+1 = 5
IOC = 5÷5 = 1.00
ดีเยี่ยม
ข้อที่ 2
∑R = 1+1+0+1+1 = 4
IOC = 4÷5 = 0.80
ดีมาก
ข้อที่ 3
∑R = 1+0+(–1)+1+0 = 1
IOC = 1÷5 = 0.20
ต้องปรับปรุง
ข้อที่ 4
∑R = 1+1+1+0+1 = 4
IOC = 4÷5 = 0.80
ดีมาก
บทสรุปจากตัวอย่าง
จากการวิเคราะห์พบว่า ข้อ 1, 2 และ 4 ผ่านเกณฑ์ (IOC ≥ 0.50)
สามารถนำไปใช้ในเครื่องมือวิจัยได้
ส่วน ข้อ 3 ไม่ผ่านเกณฑ์ (IOC = 0.20) เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นต่างกัน
โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญท่านที่ 3 ให้คะแนน –1 สะท้อนว่าข้อคำถามนี้
อาจมีปัญหาด้านการใช้ภาษาหรือความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงก่อนนำไปใช้
คุณภาพของค่า IOC ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เป็นอย่างมาก
การเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ตรงสาขาหรือมีจำนวนน้อยเกินไปอาจทำให้ผลไม่น่าเชื่อถือ
จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม
จำนวน ข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสม
3 ท่าน
ประหยัดเวลา ประสานงานง่าย
ความแปรปรวนสูง ผล IOC อาจกระโดด
พอใช้
5 ท่าน
สมดุลระหว่างคุณภาพและทรัพยากร
ต้องประสานงานมากขึ้น
แนะนำ
7 ท่าน
ผลเสถียร น่าเชื่อถือสูง
ใช้เวลาและทรัพยากรมาก
ดีที่สุด
คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม
✓
มีความรู้หรือประสบการณ์ตรงในสาขาที่วิจัย
ควรมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปหรือประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีในสาขาที่เกี่ยวข้อง
✓
เข้าใจหลักการสร้างเครื่องมือวิจัย
ควรมีความรู้ด้านการวัดและประเมินผล หรือการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อประเมินความสอดคล้องได้อย่างเหมาะสม
✓
มีความเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ผู้เชี่ยวชาญไม่ควรเป็นผู้วิจัยเอง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลการวิจัย
✗
ไม่ควรรู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับผู้วิจัย
ความสัมพันธ์ส่วนตัวอาจทำให้การประเมินเอนเอียง (Bias) และลดความน่าเชื่อถือของผล IOC
กระบวนการส่งเครื่องมือให้ผู้เชี่ยวชาญ
แนบวัตถุประสงค์การวิจัยและนิยามศัพท์เฉพาะพร้อมเครื่องมือ
อธิบายหลักเกณฑ์การให้คะแนน +1, 0, –1 ให้ชัดเจน
มีช่องแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมสำหรับแต่ละข้อ
กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการตอบกลับ (ปกติ 7–14 วัน)
บันทึกวันที่รับและส่งคืนเพื่อความเป็นระเบียบ
เอกสารอ้างอิงหลักที่ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือ IOC Analysis นี้
ครอบคลุมทั้งตำราวิชาการภาษาไทยและงานวิจัยระดับนานาชาติ
งานวิจัยและตำราสากล
Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977).
On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity.
Dutch Journal of Educational Research, 2 , 49–60.
งานอ้างอิงหลัก — ผู้พัฒนา IOC ดั้งเดิม
Turner, R. C., & Carlson, L. (2003).
Indexes of item-objective congruence for multidimensional items.
International Journal of Testing, 3 (2), 163–171.
Lynn, M. R. (1986).
Determination and quantification of content validity.
Nursing Research, 35 (6), 382–385.
ตำราภาษาไทย
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2561).
การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้: ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน (พิมพ์ครั้งที่ 2).
กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2543).
เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้ (พิมพ์ครั้งที่ 2).
กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560).
การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10).
กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
สมนึก ภัททิยธนี. (2560).
การวัดผลการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 10).
กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์.