ทฤษฎีและหลักการ
การวิเคราะห์ PNImodified (Modified Priority Needs Index) เป็นเทคนิคการประเมินความต้องการจำเป็น (Needs Assessment) ที่ นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวาณิช ปรับปรุงจากดัชนี PNI ดั้งเดิม (สุวิมล ว่องวาณิช, 2558) โดยต่อยอดจากกรอบแนวคิดการประเมินความต้องการจำเป็นของ Witkin (1984), Kaufman & English (1979), Borich (1980) และ Stufflebeam (1977) เพื่อแก้ข้อจำกัดของวิธีผลต่างค่าเฉลี่ย (Mean Difference Method) ในการจัดลำดับความสำคัญ
สูตรการคำนวณ
PNImodified = (I − D) / D
I (Importance) = ค่าเฉลี่ยของสภาพที่ ควรจะเป็น (what should be) |
D (Degree of Success) = ค่าเฉลี่ยของสภาพที่ เป็นจริง (what is)
เหตุผลที่หารด้วย D : เป็นการนำผลต่าง (I − D) มาปรับให้เป็น อัตราส่วนเชิงสัมพัทธ์ โดยใช้สภาพที่เป็นจริงเป็นฐาน ทำให้ค่าอยู่ในพิสัยที่ไม่กว้างเกินไปและเปรียบเทียบข้ามรายการที่มีระดับคะแนนต่างกันได้ ต่างจากวิธีผลต่างค่าเฉลี่ย (MDF = I − D) ที่รายการซึ่งมีผลต่างเท่ากันจะถูกจัดว่าจำเป็นเท่ากัน แม้ระดับฐานของสภาพที่เป็นจริงจะต่างกัน
การจัดลำดับความต้องการจำเป็น (หลักการหลัก)
PNImodified เป็น ดัชนีเชิงสัมพัทธ์สำหรับจัดลำดับ (relative ranking index) ภายในชุดข้อมูลเดียวกัน วิธีมาตรฐานคือ
- เรียงค่า PNImodified จาก มากไปน้อย
- ใช้ ค่าเฉลี่ยของ PNImodified ทั้งชุด เป็นจุดตัด รายการที่มีค่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย ถือเป็นความต้องการจำเป็นที่ควรได้รับการพัฒนาก่อน (ผู้วิจัยอาจกำหนดจุดตัดอื่นได้ตามบริบท)
เกณฑ์เชิงพรรณนาช่วยตีความระดับ (ที่ระบบใช้แสดงผล)
- สูง PNI > 0.30 (ควรพัฒนาเร่งด่วน)
- ปานกลาง 0.20 < PNI ≤ 0.30
- ต่ำ 0.10 < PNI ≤ 0.20
- ต่ำมาก PNI ≤ 0.10 (คงสภาพปัจจุบัน)
ช่วงค่าข้างต้นเป็น เกณฑ์เชิงพรรณนา (rule of thumb) เพื่อช่วยสื่อระดับความเร่งด่วนเท่านั้น มิใช่ค่ามาตรฐานสัมบูรณ์ จุดตัดที่ใช้จัดกลุ่มอาจแตกต่างกันตามงานวิจัย (เช่น 0.15, 0.20, 0.30 หรือใช้ค่าเฉลี่ยของชุดข้อมูล) จึงควรพิจารณาควบคู่กับการจัดลำดับเป็นหลัก
การตีความค่าลบ/ใกล้ศูนย์ : หาก D > I ค่า PNI จะ เป็นลบ หมายถึงสภาพที่เป็นจริงสูงกว่าที่คาดหวัง (ไม่ถือเป็นความต้องการจำเป็น) ส่วนค่าที่ใกล้ 0 แสดงว่าช่องว่างมีน้อย ควรตรวจสอบความเข้าใจของผู้ตอบประกอบด้วย
คุณสมบัติเพิ่มเติมในเวอร์ชันวิชาการ
- สถิติอ้างอิงขั้นสูง : ช่วงความเชื่อมั่น 95% ของ I, D และการตรวจค่าผิดปกติ (Outlier)
- ตรวจการแจกแจงปกติ (Jarque–Bera) ประกอบการตีความค่าเฉลี่ย
- ประเมินคุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูล (Data Completeness)
- รายงานผลรูปแบบวิชาการ พร้อมตารางและการอภิปรายผล
- ระบุข้อตกลงเบื้องต้นและข้อจำกัดของการวิเคราะห์
ข้อตกลงเบื้องต้นและข้อจำกัดทางวิชาการ
- ข้อมูลเป็นมาตรเรียงอันดับ (ordinal) แต่ตีความค่าเฉลี่ยแบบมาตรอันตรภาค (interval) ตามธรรมเนียมงานวิจัยเชิงสำรวจ จึงควรรายงานค่าเฉลี่ยพร้อมส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเสมอ
- PNImodified เปรียบเทียบได้เฉพาะ ภายในชุดข้อมูลเดียวกัน ไม่ควรนำค่าไปเทียบข้ามงานวิจัยที่ต่างบริบทกัน
- ความน่าเชื่อถือของผลขึ้นกับ ความตรง (validity) และ ความเที่ยง (reliability) ของเครื่องมือ เช่น ดัชนี IOC และสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s α)
- ผู้ตอบต้องเข้าใจความต่างระหว่าง “สภาพที่ควรจะเป็น (I)” กับ “สภาพที่เป็นจริง (D)” อย่างชัดเจน
ข้อแนะนำสำหรับการใช้งาน
- ข้อมูลควรมาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนและเชื่อถือได้
- ควรมีผู้ตอบเพียงพอเพื่อความเสถียรของค่าประมาณ (โดยทั่วไป ≥ 30 คน)
- พิจารณาผลควบคู่กับช่วงความเชื่อมั่นและการกระจายของข้อมูล
- อ้างอิงแหล่งที่มาของวิธี (สุวิมล ว่องวาณิช, 2558) ในงานวิชาการ
มาตรประมาณค่า 5 ระดับ (Likert, 1932) และการแปลความหมายค่าเฉลี่ย
แบบสอบถามใช้มาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ การแปลความหมายค่าเฉลี่ยนิยมใช้เกณฑ์อันตรภาคชั้นเท่ากัน (ความกว้างชั้น = 0.80) ตามแนวทางของ Best (1977) ได้แก่ 4.51–5.00 = มากที่สุด, 3.51–4.50 = มาก, 2.51–3.50 = ปานกลาง, 1.51–2.50 = น้อย และ 1.00–1.50 = น้อยที่สุด
สภาพที่ควรจะเป็น (I : Importance)
| 5 | มีความสำคัญ/ความต้องการมากที่สุด |
| 4 | มีความสำคัญ/ความต้องการมาก |
| 3 | มีความสำคัญ/ความต้องการปานกลาง |
| 2 | มีความสำคัญ/ความต้องการน้อย |
| 1 | มีความสำคัญ/ความต้องการน้อยที่สุด |
สภาพที่เป็นจริง (D : Degree of Success)
| 5 | มีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงมากที่สุด |
| 4 | มีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงมาก |
| 3 | มีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงปานกลาง |
| 2 | มีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงน้อย |
| 1 | มีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงน้อยที่สุด |