1
2
3
4
5

กำหนดรายละเอียดแบบทดสอบแบบอัตนัย

ต้องมีผู้สอบอย่างน้อย 4 คน เพื่อคำนวณกลุ่ม 27% ได้
คะแนนเต็มแต่ละข้อ กำหนดได้ในขั้นตอนถัดไป (ขั้นตอนที่ 3) โดยสามารถกำหนดต่างกันในแต่ละข้อได้ตามต้องการ
ความรู้ทางวิชาการ : การวิเคราะห์คุณภาพแบบทดสอบแบบอัตนัย
Subjective Test Quality Analysis — คลิกเพื่อแสดง/ซ่อน
แบบทดสอบแบบอัตนัย (Subjective Test) คืออะไร?

แบบทดสอบแบบอัตนัย (Subjective Test หรือ Essay Test) เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้สอบ แสดงความรู้ ความคิด และการใช้เหตุผลอย่างเต็มที่ ต่างจากแบบทดสอบปรนัยที่ผู้สอบเลือกตอบจากตัวเลือก แต่ละข้อสามารถมีคะแนนเต็มต่างกันและได้รับคะแนนแบบต่อเนื่องตามเกณฑ์การตรวจ

หลักสำคัญ : การวิเคราะห์คุณภาพแบบอัตนัยต้องปรับสูตรให้รองรับ คะแนนหลายระดับ (polytomous) และคะแนนเต็มที่ต่างกันในแต่ละข้อ โดยใช้การหาร Max_j ในสูตร เพื่อให้ค่า p และ r อยู่ในสเกลเดียวกัน
1
คะแนนต่อเนื่อง
ผู้สอบได้คะแนน 0 ถึงคะแนนเต็มของแต่ละข้อ ไม่ใช่แค่ถูก/ผิด
2
คะแนนเต็มต่างกันได้
ข้อที่ยากหรือต้องการเน้นสามารถมีคะแนนเต็มมากกว่าข้ออื่นได้
3
วิเคราะห์ p และ r
ต้องวิเคราะห์ทั้งความยาก (p) และอำนาจจำแนก (r) เหมือนแบบปรนัย
4
ความเชื่อมั่น Alpha
ใช้ Cronbach's Alpha (ไม่ใช่ KR-20) เพราะคะแนนไม่ใช่ 0/1
กระบวนการวิเคราะห์คุณภาพแบบทดสอบแบบอัตนัย
1
คำนวณคะแนนรวม
รวมคะแนนทุกข้อของผู้สอบแต่ละคน (คะแนนต้นฉบับ)
2
เรียงและแบ่ง 27%
เรียงจากมากไปน้อย แบ่งกลุ่มสูง 27% และกลุ่มต่ำ 27%
3
คำนวณ p รายข้อ
p = (ΣX_H + ΣX_L) / (2 × n₂₇ × Max_j)
4
คำนวณ r รายข้อ
r = (ΣX_H − ΣX_L) / (n₂₇ × Max_j)
5
ตัดสินคุณภาพ
p ∈ [0.20,0.80] AND r ≥ 0.20 → ผ่านคุณภาพ
6
Cronbach's Alpha
คำนวณความเชื่อมั่นจากข้อที่ผ่านเกณฑ์
ทำไมต้องหาร Max_j : เพราะข้อสอบแต่ละข้ออาจมีคะแนนเต็มต่างกัน การหาร Max_j ทำให้ค่า p และ r อยู่ในช่วง [0,1] เหมือนกันทุกข้อ สามารถเปรียบเทียบและแปลผลได้ตามเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน
ค่าความยาก (Difficulty Index; p) — แบบอัตนัย

ค่าความยากของข้อสอบแบบอัตนัยวัดจากสัดส่วนคะแนนเฉลี่ยที่กลุ่มสูงและกลุ่มต่ำได้รับ เทียบกับคะแนนเต็มของข้อนั้น

สูตรความยาก (p) แบบอัตนัย
p_j = (ΣX_H + ΣX_L) / (2 × n₂₇ × Max_j) ΣX_H = ผลรวมคะแนนข้อที่ j ของกลุ่มสูง 27% ΣX_L = ผลรวมคะแนนข้อที่ j ของกลุ่มต่ำ 27% n₂₇ = จำนวนผู้สอบในแต่ละกลุ่ม (27% ของทั้งหมด) Max_j = คะแนนเต็มของข้อที่ j
เกณฑ์การแปลผลค่าความยาก (p)
p > 0.80
ง่ายเกินไป
0.60–0.80
ค่อนข้างง่าย
0.40–0.59
ปานกลาง
0.20–0.39
ค่อนข้างยาก
p < 0.20
ยากเกินไป
ข้อที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพด้านความยาก : 0.20 ≤ p ≤ 0.80 ข้อที่ง่ายหรือยากเกินไปอาจไม่สามารถแยกแยะผู้เรียนระดับต่างๆ ได้ อ้างอิง: พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557); Ebel & Frisbie (1991)
ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination Index; r) — แบบอัตนัย
สูตรอำนาจจำแนก (r) แบบอัตนัย
r_j = (ΣX_H − ΣX_L) / (n₂₇ × Max_j) ΣX_H = ผลรวมคะแนนข้อที่ j ของกลุ่มสูง 27% ΣX_L = ผลรวมคะแนนข้อที่ j ของกลุ่มต่ำ 27% n₂₇ = จำนวนผู้สอบในแต่ละกลุ่ม (27% ของทั้งหมด) Max_j = คะแนนเต็มของข้อที่ j
เกณฑ์การแปลผลค่าอำนาจจำแนก (r)
r ≥ 0.40
จำแนกได้ดีมาก
0.30–0.39
จำแนกได้ดี
0.20–0.29
จำแนกได้พอใช้
r < 0.20
จำแนกได้ไม่ดี
ข้อสอบที่มี r ≥ 0.20 ถือว่า ผ่านเกณฑ์ด้านอำนาจจำแนก ทั้งนี้ต้องผ่านเกณฑ์ความยาก (0.20 ≤ p ≤ 0.80) ด้วยจึงจะถือว่าผ่านคุณภาพ อ้างอิง: Whitney & Sabers (1970); พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557)
ความเชื่อมั่น — Cronbach's Alpha (α)

สำหรับแบบทดสอบแบบอัตนัย ใช้ Cronbach's Alpha (α) แทน KR-20 เนื่องจากคะแนนมีหลายระดับ (polytomous) ไม่ใช่แค่ 0/1 สูตรนี้วัดความสอดคล้องภายในของข้อสอบที่ใช้

สูตร Cronbach's Alpha
α = K/(K−1) × [1 − Σσ²_i / σ²_รวม] K = จำนวนข้อสอบที่เลือก σ²_i = ความแปรปรวนของคะแนนข้อที่ i (Population Variance) σ²_รวม = ความแปรปรวนของคะแนนรวม (จากข้อที่เลือก) (Cronbach, 1951; พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2557)
เกณฑ์การแปลผลค่า Cronbach's Alpha
α ≥ 0.90
ดีมาก
0.80–0.89
ดี
0.70–0.79
พอใช้
< 0.70
ต้องปรับปรุง
ขอบเขตของโปรแกรม (Scope) : โปรแกรมนี้วิเคราะห์ ความเชื่อมั่นภายใน (Internal Consistency) เหมาะสำหรับกรณีผู้ตรวจ 1 คน หากมีผู้ตรวจหลายคน ควรตรวจสอบ Inter-rater Reliability ด้วย ICC (Intraclass Correlation) หรือ Cohen's Kappa เพิ่มเติม อ้างอิง: Shrout & Fleiss (1979); Cicchetti (1994)
KR-20 vs Cronbach's Alpha : KR-20 ใช้เฉพาะข้อสอบที่มีคะแนน 0/1 เท่านั้น ส่วน Cronbach's Alpha ใช้ได้กับทุกประเภท รวมทั้งอัตนัยที่มีคะแนนต่อเนื่อง ในความเป็นจริง KR-20 เป็นกรณีพิเศษของ Cronbach's Alpha