Step 1 : Data Input
Step 2 : Assumptions
Step 3 : Analysis
Step 4 : Results

Step 1 : Paired Data Input and Preparation

กรอกข้อมูลคู่สำหรับการวิเคราะห์ Paired Samples t-test

เลือกวิธีการนำเข้าข้อมูล
ข้อมูลชุดที่ 1 (Pre-test/Before)
ตัวอย่าง : 85, 78, 92, 88, 90
ข้อมูลชุดที่ 2 (Post-test/After)
ตัวอย่าง: 92, 85, 95, 91, 93
สำคัญ : ข้อมูลทั้งสองชุดต้องเป็นคู่กัน (ตำแหน่งเดียวกัน = บุคคล/หน่วยเดียวกัน) และจำนวนข้อมูลต้องเท่ากัน
วิธีการคัดลอกและวาง : คัดลอกข้อมูลจาก Excel/Google Sheets แล้ววางด้านล่าง ต้องมี 2 คอลัมน์ (คอลัมน์แรก = Pre-test, คอลัมน์สอง = Post-test) คั่นด้วย Tab/คอมมา/ช่องว่างหลายช่อง
รองรับตัวคั่น: แท็บ / คอมมา / ช่องว่างหลายช่อง
รองรับไฟล์ : CSV (.csv) เท่านั้น — 2 คอลัมน์ (pre,post) จะมี header หรือไม่ก็ได้
ตัวอย่าง header: pre,post
จะใช้ชุดข้อมูลตัวอย่างอัตโนมัติเมื่อกด “ดำเนินการต่อ”
ตัวอย่างข้อมูล Paired Samples

ตัวอย่างการวิจัย : ศึกษาเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการอบรมของนักเรียนชุดเดียวกัน

คะแนนก่อนอบรม (Pre-test) :
75, 68, 82, 79, 85, 72, 88, 76, 83, 80
คะแนนหลังอบรม (Post-test) :
82, 75, 89, 85, 91, 78, 92, 83, 88, 86

หลักการทดสอบ Paired Samples t-test

การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังในกลุ่มเดียวกัน (dependent samples)

วัตถุประสงค์ของการทดสอบ

Paired Samples t-test ใช้สำหรับทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างการวัดก่อนและหลัง (หรือคู่ที่เกี่ยวข้องกัน) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ เหมาะกับข้อมูลจากบุคคลเดียวกันที่วัดต่างเวลา หรือหน่วยศึกษาที่จับคู่กัน

การกำหนดสมมติฐาน

สมมติฐานหลัก (H₀) : μd = 0 ไม่มีความแตกต่างระหว่างการวัดก่อนและหลัง

สมมติฐานรอง (H₁) : μd ≠ 0 มีความแตกต่างระหว่างการวัดก่อนและหลัง (two-tailed)

ข้อสมมติฐานของการทดสอบ

ก่อนทำการทดสอบควรตรวจสอบข้อสมมติฐานต่อไปนี้

Paired Data
ข้อมูลต้องเป็นคู่กัน (same subjects)
Normality
ข้อมูลควรมีการแจกแจงปกติ
Independence
คู่ข้อมูลแต่ละคู่ควรเป็นอิสระต่อกัน
Measurement
ข้อมูลระดับ Interval หรือ Ratio
สถิติทดสอบและสูตร

การคำนวณสถิติ t สำหรับ Paired Samples

สูตร Paired Samples t-test
t =  d̄  /  ( sd / √n )
  • d̄ = ค่าเฉลี่ยของผลต่าง (x₂ − x₁)
  • sd = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่าง
  • n = จำนวนคู่, df = n − 1
การตีความผลการทดสอบ

ตัดสินใจโดยเปรียบเทียบ p-value กับระดับนัยสำคัญ (α)

p-value < α
ปฏิเสธ H₀ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
p-value ≥ α
ไม่ปฏิเสธ H₀ ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้
  • การศึกษา : เปรียบเทียบคะแนนก่อน–หลังการเรียน
  • การแพทย์ : ประเมินผลยาก่อน–หลังการรักษา
  • จิตวิทยา : วัดความวิตกกังวลก่อน–หลังการบำบัด
  • การตลาด : พฤติกรรมผู้บริโภคก่อน–หลังบริโภค
  • เกษตรศาสตร์ : ผลผลิตก่อน–หลังการใส่ปุ๋ย
  • วิศวกรรม : ประสิทธิภาพก่อน–หลังการปรับปรุง
จุดสำคัญที่ควรพิจารณา
  • ข้อมูลจับคู่ : ต้องมาจากหน่วยเดียวกันหรือหน่วยที่จับคู่กัน
  • จำนวนเท่ากัน : ข้อมูลก่อน–หลังต้องมีจำนวนเท่ากันและจัดลำดับให้ตรงคู่
  • ผลต่างคือแกนหลัก : การทดสอบทำบน “ผลต่าง” ไม่ใช่เปรียบเทียบสองกลุ่มอิสระ
  • Effect Size : ควรรายงาน Cohen’s d เพื่ออธิบายขนาดผล
  • ทางเลือกไม่พารามิเตอร์ : สมมติฐานปกติไม่ผ่าน → ใช้ Wilcoxon Signed-Rank Test
  • การแปลผล : ระวังการสรุปเชิงเหตุ–ผล (causation vs correlation)