1
ข้อมูลเบื้องต้น
2
กรอกข้อมูล
3
ผลการวิเคราะห์

ขั้นตอนที่ 1 : กรอกข้อมูลเบื้องต้น

จำนวน n ≥ 5 คู่ (ขั้นต่ำสำหรับการทดสอบนัยสำคัญทางสถิติ)
คำอธิบายทางวิชาการของการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน
Spearman's ρ
1.  ความหมาย

การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (Spearman's Rank-Order Correlation; Spearman's ρ) คือสถิติ ไม่อิงพารามิเตอร์ (Non-parametric Statistic) สำหรับวัดระดับและทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัว โดยอาศัยการจัดอันดับข้อมูล (Ranked Data) แทนค่าดิบ ทำให้ทนทานต่อค่าผิดปกติ (Outliers) และไม่ต้องการสมมติฐานเกี่ยวกับการแจกแจงของข้อมูล

สถิตินี้คิดค้นโดย Charles Edward Spearman นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1904 ในวารสาร American Journal of Psychology, 15(1), 72–101 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสถิติที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในงานวิจัยสังคมศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และการศึกษา

หลักการพื้นฐาน : Spearman's ρ คือ Pearson's r ที่คำนวณบนค่าอันดับแทนค่าดิบ จึงใช้งานได้กว้างกว่า Pearson's r ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลไม่ตรงตามข้อตกลงเบื้องต้นของ Pearson
2.  สูตรและขั้นตอนการคำนวณ

สูตรที่ 1 — กรณีไม่มีค่าซ้ำ (No Tied Ranks)

rs = 1 − 6Σd² n(n² − 1)
สูตรดั้งเดิม Spearman (1904) — ใช้ได้เฉพาะเมื่อไม่มีค่าซ้ำ
  • rs = สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (−1 ≤ rs ≤ +1)
  • di = ผลต่างอันดับแต่ละคู่ = Rxi − Ryi
  • Σd² = ผลรวมของ d² ทุกคู่
  • n = จำนวนคู่ข้อมูล

สูตรที่ 2 — กรณีมีค่าซ้ำ (Tied Ranks)

rs =  Cov(Rx, Ry) SD(Rx) · SD(Ry)
สูตร Pearson บน Ranked Data — ถูกต้องทั้งมีและไม่มีค่าซ้ำ (Conover, 1999, p. 318)
เมื่อมีค่าซ้ำ ใช้ Average Rank: เช่น ค่า [3, 3, 5] → อันดับ [1.5, 1.5, 3]

ขั้นตอนการคำนวณ (Step-by-Step)

1จัดอันดับ
ข้อมูล X
2จัดอันดับ
ข้อมูล Y
3คำนวณ
d = Rx−Ry
4คำนวณ
Σd²
5แทนค่า
ในสูตร
6ทดสอบ
นัยสำคัญ

การทดสอบนัยสำคัญ (t-test)

t =  rs √(n − 2) √(1 − rs²)
t แจกแจงตาม t-distribution, df = n − 2 (two-tailed)
H0: ρ = 0   |   H1: ρ ≠ 0
3.  ข้อตกลงเบื้องต้นและเงื่อนไขการใช้
ระดับการวัดอย่างน้อย Ordinal Scale
ตัวแปรทั้งสองต้องสามารถจัดอันดับได้ เช่น คะแนน, ระดับความคิดเห็น (Likert), อันดับ หรือข้อมูลเชิงปริมาณ — ไม่รองรับ Nominal Scale (เช่น เพศ, จังหวัด)
ความสัมพันธ์เป็นแบบ Monotonic
ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง แต่ต้องเป็น Monotonic: เมื่อ X เพิ่มขึ้น Y ต้องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) อย่างสม่ำเสมอ ไม่สลับทิศทาง
คู่ข้อมูลเป็นอิสระต่อกัน (Independence)
แต่ละคู่ (Xi, Yi) ต้องได้จากหน่วยตัวอย่างที่แตกต่างกัน และเป็นอิสระต่อกัน ไม่ใช่การวัดซ้ำหน่วยเดิม
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง n ≥ 5 (แนะนำ n ≥ 10)
การทดสอบนัยสำคัญด้วย t-distribution ต้องการ n ≥ 5 ขั้นต่ำ แต่เพื่อความเสถียรของสถิติ แนะนำ n ≥ 10 (Conover, 1999; Zar, 2010)
ไม่จำเป็นต้องแจกแจงปกติ (Distribution-free)
ข้อได้เปรียบสำคัญเหนือ Pearson's r — เหมาะสำหรับข้อมูลที่มี Outliers, Skewness, หรืออยู่ในระดับการวัด Ordinal
Tied Ranks — โปรแกรมจัดการอัตโนมัติ
เมื่อมีค่าซ้ำ โปรแกรมใช้ Average Rank และสลับเป็นสูตร Pearson-on-Ranks โดยอัตโนมัติ พร้อมแจ้งเตือนในผลลัพธ์
4.  เกณฑ์การแปลผลและ Effect Size

ระดับความสัมพันธ์ — Guilford (1973)

|rs| ระดับ แถบ ความหมาย
0.90–1.00สูงมาก (Very Strong)ความสัมพันธ์เกือบสมบูรณ์
0.70–0.89สูง (Strong)ชัดเจน เชื่อถือได้ในทางปฏิบัติ
0.50–0.69ปานกลาง (Moderate)พอสังเกตได้ มีความสำคัญในทางปฏิบัติ
0.30–0.49ต่ำ (Weak)มีอยู่แต่อ่อน ต้องระมัดระวังในการอ้างอิง
0.00–0.29ต่ำมาก (Very Weak)แทบไม่มีความสัมพันธ์

อ้างอิง : Guilford, J.P. (1973). Fundamental Statistics in Psychology and Education (5th ed.). McGraw-Hill.

ขนาดอิทธิพล (Effect Size) — Cohen (1988)

|rs| ขนาดอิทธิพล ความหมายเชิงปฏิบัติ
≥ 0.50ใหญ่ (Large)มีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน
0.30–0.49กลาง (Medium)มีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติพอสมควร
0.10–0.29เล็ก (Small)มีอยู่แต่เล็กน้อย อาจต้องการ n ขนาดใหญ่
< 0.10เล็กมาก (Negligible)แทบไม่มีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติ

อ้างอิง : Cohen, J. (1988). Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences (2nd ed.). Lawrence Erlbaum.

สำคัญ : นัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) กับ ขนาดอิทธิพล คือคนละเรื่องกัน — n ขนาดใหญ่อาจให้ p < .05 แม้ rs ต่ำมาก ผู้วิจัยควรรายงาน ทั้งสองค่า เสมอ
5.  เปรียบเทียบ Spearman's ρ กับ Pearson's r
เกณฑ์ Pearson's r Spearman's ρ
ระดับการวัดขั้นต่ำInterval / RatioOrdinal ขึ้นไป
ต้องการแจกแจงปกติ✔ จำเป็น✘ ไม่จำเป็น
ทนต่อ Outliers✘ ไม่ทน✔ ทนได้ดี
ประเภทความสัมพันธ์ที่รองรับLinear เท่านั้นMonotonic ทั่วไป
เหมาะกับข้อมูล Likert⚠ ไม่แนะนำ✔ เหมาะสม
ประสิทธิภาพสถิติ (Efficiency)✔ สูงกว่า
เมื่อตรงข้อตกลงครบ
⚠ ~91% ของ Pearson
เมื่อข้อมูลปกติ
เหมาะเมื่อมี Outliers✘ ไม่แนะนำ✔ แนะนำ
หลักการเลือก : ใช้ Spearman's ρ เมื่อข้อมูลเป็น Ordinal, ไม่ปกติ, มี Outliers หรือความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนว่าเชิงเส้น — ใช้ Pearson's r เมื่อข้อมูล Interval/Ratio, แจกแจงปกติ และความสัมพันธ์เป็นเชิงเส้นตรงชัดเจน
6.  การรายงานผลตามมาตรฐาน APA 7th Edition

รูปแบบค่าสถิติใน APA 7th

rs(df) = .xxx,  t(df) = .xxx,  p < .05,  95% CI [.xxx.xxx]
ตัวอย่าง : rs(28) = .74, t(28) = 5.91, p < .001, 95% CI [.51, .88]

ตัวอย่างประโยครายงานผล

กรณีมีนัยสำคัญ
"การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง [ตัวแปร X] กับ [ตัวแปร Y] โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงอันดับของสเปียร์แมน พบว่ามีความสัมพันธ์กันเชิงบวกในระดับสูง (rs(28) = .74, t(28) = 5.91, p < .001, 95% CI [.51, .88]) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (two-tailed)"

กรณีไม่มีนัยสำคัญ
"ผลการวิเคราะห์ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่าง [ตัวแปร X] กับ [ตัวแปร Y] อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rs(28) = .19, t(28) = 1.04, p = .309)"

ข้อแนะนำ APA 7th

  • ใช้ rs หรือ ρ (rho) เพื่อแยกจาก Pearson's r
  • รายงาน df = n − 2 เสมอ เช่น rs(28) = .74
  • ใช้ทศนิยม 2–3 ตำแหน่ง ไม่นำหน้าด้วย 0 เช่น .74 ไม่ใช่ 0.74
  • รายงาน p-value ที่แน่นอน เช่น p = .032 ไม่ใช่ p < .05 อย่างเดียว
  • รายงาน 95% CI ทุกครั้งเมื่อเป็นไปได้
  • รายงาน Effect Size (|rs|) พร้อมเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้
7.  ข้อควรระวังและการตีความที่ถูกต้อง
สหสัมพันธ์ ≠ ความเป็นเหตุเป็นผล
rs สูงไม่ได้แปลว่า X ทำให้เกิด Y — อาจเกิดจากตัวแปรแทรกซ้อน (Confounding Variables) หรือความบังเอิญ
ไม่เหมาะกับความสัมพันธ์แบบ Non-monotonic
ถ้าความสัมพันธ์เป็นแบบ U-shaped หรือ Inverted-U ค่า rs จะใกล้ศูนย์แม้จะมีความสัมพันธ์จริง — ควรดู Scatter Plot ก่อนเสมอ
Range Restriction ทำให้ rs ต่ำเกินจริง
ถ้ากลุ่มตัวอย่างมีช่วงคะแนนแคบมาก (เช่น เลือกเฉพาะนักเรียนเก่ง) ค่า rs จะต่ำกว่าความเป็นจริงในประชากร
n ขนาดใหญ่ทำให้ p < .05 ง่ายแม้ rs ต่ำ
เมื่อ n = 500 แม้ rs = .09 ก็อาจได้ p < .05 ซึ่งไม่มีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติ — ต้องรายงาน Effect Size ควบคู่เสมอ
CI ที่ไม่ครอบคลุม 0 = มีนัยสำคัญ
ช่วงความเชื่อมั่น 95% ที่ไม่ครอบคลุมค่า 0 สอดคล้องกับการปฏิเสธ H₀ ที่ α = .05 — ใช้ยืนยันผล t-test ได้
8.  เอกสารอ้างอิงหลัก
กรุณาเริ่มจาก ขั้นตอนที่ 1
ไม่พบข้อมูลการวิเคราะห์ กรุณากลับไปขั้นตอนที่ 1