1
2
3
4
5

กำหนดรายละเอียดแบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์

กำหนดระดับความสามารถขั้นต่ำ เช่น 60%, 70%, 80% — ผู้สอบที่ได้คะแนนรวม ≥ เกณฑ์นี้จัดเป็น กลุ่มผ่านเกณฑ์ (Mastery)
ความรู้ทางวิชาการ : การวิเคราะห์คุณภาพแบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (CRT)
Criterion-Referenced Test Quality Analysis — คลิกเพื่อแสดง/ซ่อน
แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-Referenced Test) คืออะไร?

แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (CRT) เป็นแบบทดสอบที่ใช้ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้หรือความสามารถ ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยไม่เปรียบเทียบกับผู้สอบคนอื่น เหมาะสำหรับการวัดพฤติกรรมที่ต้องการให้ผู้เรียนทำได้จริง เช่น ทักษะพื้นฐาน ความสามารถขั้นต่ำ หรือมาตรฐานวิชาชีพ

หลักการสำคัญ : CRT สนใจว่าผู้สอบ ผ่านเกณฑ์หรือไม่ ไม่ใช่ว่า เก่งกว่าคนอื่นแค่ไหน จึงไม่ต้องการให้ข้อสอบแยกระดับความสามารถของผู้สอบออกจากกัน แต่ต้องการให้ข้อสอบ แยกผู้รู้ออกจากผู้ไม่รู้
ลักษณะสำคัญของ CRT
1
เกณฑ์ชัดเจน
กำหนด Cut Score ก่อนสอบ เช่น ต้องได้ ≥ 70% จึงผ่าน
2
วัดพฤติกรรมเฉพาะ
ข้อสอบวัดความรู้/ทักษะที่กำหนดในวัตถุประสงค์อย่างตรงจุด
3
ไม่สนใจการกระจาย
ไม่จำเป็นต้องมีผลคะแนนกระจายแบบโค้งปกติ
4
ไม่วิเคราะห์ความยาก
ไม่ใช้ค่า p เป็นเกณฑ์คัดกรองข้อสอบ เพราะความยากไม่ใช่สิ่งที่ต้องการควบคุม
กระบวนการวิเคราะห์คุณภาพแบบอิงเกณฑ์
1
กำหนด Cut Score
กำหนดคะแนนเกณฑ์ผ่าน เป็น % ของคะแนนเต็มก่อนดำเนินการ
2
คำนวณคะแนนรวม
คำนวณคะแนนรวมของผู้สอบแต่ละคนจากทุกข้อ
3
แบ่งกลุ่ม Mastery / Non-mastery
ผู้สอบที่ได้คะแนน ≥ C = Mastery; < C = Non-mastery
4
คำนวณ B (อำนาจจำแนก)
B = P_M − P_NM รายข้อ; เกณฑ์ผ่าน B ≥ 0.20
5
เลือกข้อที่ผ่านเกณฑ์
ข้อที่ B ≥ 0.20 นำไปใช้คำนวณความเชื่อมั่น
6
คำนวณ Lovett
ความเชื่อมั่นแบบอิงเกณฑ์โดยสูตร Lovett (Livingston, 1972)
ข้อแตกต่างสำคัญจากอิงกลุ่ม : การแบ่งกลุ่มสูง-ต่ำแบบอิงกลุ่มใช้การเรียงลำดับและแบ่ง 50%-50% (หรือ 27%) แต่แบบอิงเกณฑ์ แบ่งตาม Cut Score ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งทำให้ขนาดกลุ่มทั้งสองไม่เท่ากันและสะท้อนความเป็นจริงของการเรียนรู้
ค่าอำนาจจำแนกแบบอิงเกณฑ์ (Discrimination Index; B)

ค่าอำนาจจำแนกสำหรับแบบทดสอบอิงเกณฑ์ใช้การเปรียบเทียบสัดส่วนการตอบถูก ระหว่าง กลุ่มผ่านเกณฑ์ (Mastery) และ กลุ่มไม่ผ่านเกณฑ์ (Non-mastery)

สูตรอำนาจจำแนก CRT
B = P_M − P_NM P_M = จำนวนกลุ่ม Mastery ตอบถูก / จำนวนกลุ่ม Mastery ทั้งหมด P_NM = จำนวนกลุ่ม Non-mastery ตอบถูก / จำนวนกลุ่ม Non-mastery ทั้งหมด
เกณฑ์การแปลผลค่าอำนาจจำแนก (B)
B ≥ 0.40
จำแนกได้ดีมาก
0.30–0.39
จำแนกได้ดี
0.20–0.29
จำแนกได้พอใช้
B < 0.20
จำแนกได้ไม่ดี
ข้อสอบที่มี B ≥ 0.20 ถือว่า ผ่านเกณฑ์คุณภาพ สามารถนำไปใช้ในแบบทดสอบอิงเกณฑ์ได้ ข้อที่มี B < 0.20 ควรปรับปรุงหรือตัดออก อ้างอิง: พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557); Berk (1980)
ความเชื่อมั่นแบบอิงเกณฑ์ — สูตรของ Lovett (Livingston, 1972)

สูตรของ Lovett ปรับปรุงจากสูตร KR-20 โดยเพิ่มค่า (X̄ − C)² เข้าไปในตัวหาร เพื่อสะท้อนความแม่นยำของแบบทดสอบในการจำแนก ณ จุดเกณฑ์ (C) ทำให้เหมาะกับการวัดความเชื่อมั่นแบบอิงเกณฑ์โดยเฉพาะ

สูตร Lovett (Livingston, 1972)
ρ_c = K/(K−1) × [1 − Σ(p_i·q_i) / (S² + (X̄ − C)²)] K = จำนวนข้อสอบที่ใช้คำนวณ p_i = สัดส่วนผู้ตอบถูกข้อที่ i (จากผู้สอบทั้งหมด) q_i = 1 − p_i S² = Variance ของคะแนนรวม (Population Variance) X̄ = ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม C = คะแนนเกณฑ์ (Cut Score) ที่ปรับตามจำนวนข้อที่เลือก
KR-20 vs Lovett : KR-20 ใช้ S² เป็นตัวหาร เหมาะกับอิงกลุ่ม ส่วน Lovett ใช้ S² + (X̄ − C)² เป็นตัวหาร โดยเมื่อ X̄ ≠ C (ค่าเฉลี่ยไม่ตรงกับเกณฑ์) ค่า Lovett จะสูงกว่า KR-20 สะท้อนความสามารถในการจำแนก ณ จุดเกณฑ์ได้ดีกว่า
เกณฑ์การแปลผลค่าความเชื่อมั่น Lovett (ρ_c)
ρ_c ≥ 0.90
ดีมาก
0.80–0.89
ดี
0.70–0.79
พอใช้
< 0.70
ต้องปรับปรุง
ความแตกต่างระหว่าง : อิงกลุ่ม (NRT) vs อิงเกณฑ์ (CRT)
ประเด็นอิงกลุ่ม (NRT)อิงเกณฑ์ (CRT)
เป้าหมายจัดลำดับผู้สอบตัดสิน ผ่าน/ไม่ผ่าน เกณฑ์
การแบ่งกลุ่ม50% สูง / 50% ต่ำ (หรือ 27%)Mastery / Non-mastery ตาม Cut Score
ค่าความยาก (p)✓ วิเคราะห์ เกณฑ์ 0.20–0.80✗ ไม่วิเคราะห์ ไม่ใช้เป็นเกณฑ์
อำนาจจำแนก (r/B)r = (H−L)/n; เกณฑ์ r ≥ 0.20B = P_M − P_NM; เกณฑ์ B ≥ 0.20
ความเชื่อมั่นKR-20 (หาร S²)Lovett (หาร S²+(X̄−C)²)
เกณฑ์คุณภาพข้อสอบp ∈ [0.20, 0.80] และ r ≥ 0.20B ≥ 0.20 เท่านั้น
อ้างอิง : Livingston (1972); Berk (1980); พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557); ล้วน สายยศ (2543); บุญชม ศรีสะอาด (2545)