แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-Referenced Test) คืออะไร?
แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (CRT) เป็นแบบทดสอบที่ใช้ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้หรือความสามารถ
ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยไม่เปรียบเทียบกับผู้สอบคนอื่น
เหมาะสำหรับการวัดพฤติกรรมที่ต้องการให้ผู้เรียนทำได้จริง เช่น ทักษะพื้นฐาน ความสามารถขั้นต่ำ
หรือมาตรฐานวิชาชีพ
หลักการสำคัญ : CRT สนใจว่าผู้สอบ ผ่านเกณฑ์หรือไม่ ไม่ใช่ว่า
เก่งกว่าคนอื่นแค่ไหน จึงไม่ต้องการให้ข้อสอบแยกระดับความสามารถของผู้สอบออกจากกัน
แต่ต้องการให้ข้อสอบ แยกผู้รู้ออกจากผู้ไม่รู้
ลักษณะสำคัญของ CRT
1
เกณฑ์ชัดเจน
กำหนด Cut Score ก่อนสอบ เช่น ต้องได้ ≥ 70% จึงผ่าน
2
วัดพฤติกรรมเฉพาะ
ข้อสอบวัดความรู้/ทักษะที่กำหนดในวัตถุประสงค์อย่างตรงจุด
3
ไม่สนใจการกระจาย
ไม่จำเป็นต้องมีผลคะแนนกระจายแบบโค้งปกติ
4
ไม่วิเคราะห์ความยาก
ไม่ใช้ค่า p เป็นเกณฑ์คัดกรองข้อสอบ เพราะความยากไม่ใช่สิ่งที่ต้องการควบคุม
กระบวนการวิเคราะห์คุณภาพแบบอิงเกณฑ์
1
กำหนด Cut Score
กำหนดคะแนนเกณฑ์ผ่าน เป็น % ของคะแนนเต็มก่อนดำเนินการ
2
คำนวณคะแนนรวม
คำนวณคะแนนรวมของผู้สอบแต่ละคนจากทุกข้อ
3
แบ่งกลุ่ม Mastery / Non-mastery
ผู้สอบที่ได้คะแนน ≥ C = Mastery; < C = Non-mastery
4
คำนวณ B (อำนาจจำแนก)
B = P_M − P_NM รายข้อ; เกณฑ์ผ่าน B ≥ 0.20
5
เลือกข้อที่ผ่านเกณฑ์
ข้อที่ B ≥ 0.20 นำไปใช้คำนวณความเชื่อมั่น
6
คำนวณ Lovett
ความเชื่อมั่นแบบอิงเกณฑ์โดยสูตร Lovett (Livingston, 1972)
ข้อแตกต่างสำคัญจากอิงกลุ่ม :
การแบ่งกลุ่มสูง-ต่ำแบบอิงกลุ่มใช้การเรียงลำดับและแบ่ง 50%-50% (หรือ 27%)
แต่แบบอิงเกณฑ์ แบ่งตาม Cut Score ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ซึ่งทำให้ขนาดกลุ่มทั้งสองไม่เท่ากันและสะท้อนความเป็นจริงของการเรียนรู้
ค่าอำนาจจำแนกแบบอิงเกณฑ์ (Discrimination Index; B)
ค่าอำนาจจำแนกสำหรับแบบทดสอบอิงเกณฑ์ใช้การเปรียบเทียบสัดส่วนการตอบถูก
ระหว่าง กลุ่มผ่านเกณฑ์ (Mastery) และ กลุ่มไม่ผ่านเกณฑ์ (Non-mastery)
สูตรอำนาจจำแนก CRT
B = P_M − P_NM
P_M = จำนวนกลุ่ม Mastery ตอบถูก / จำนวนกลุ่ม Mastery ทั้งหมด
P_NM = จำนวนกลุ่ม Non-mastery ตอบถูก / จำนวนกลุ่ม Non-mastery ทั้งหมด
เกณฑ์การแปลผลค่าอำนาจจำแนก (B)
ข้อสอบที่มี B ≥ 0.20 ถือว่า ผ่านเกณฑ์คุณภาพ สามารถนำไปใช้ในแบบทดสอบอิงเกณฑ์ได้
ข้อที่มี B < 0.20 ควรปรับปรุงหรือตัดออก อ้างอิง: พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557); Berk (1980)
ความเชื่อมั่นแบบอิงเกณฑ์ — สูตรของ Lovett (Livingston, 1972)
สูตรของ Lovett ปรับปรุงจากสูตร KR-20 โดยเพิ่มค่า (X̄ − C)² เข้าไปในตัวหาร
เพื่อสะท้อนความแม่นยำของแบบทดสอบในการจำแนก ณ จุดเกณฑ์ (C)
ทำให้เหมาะกับการวัดความเชื่อมั่นแบบอิงเกณฑ์โดยเฉพาะ
สูตร Lovett (Livingston, 1972)
ρ_c = K/(K−1) × [1 − Σ(p_i·q_i) / (S² + (X̄ − C)²)]
K = จำนวนข้อสอบที่ใช้คำนวณ
p_i = สัดส่วนผู้ตอบถูกข้อที่ i (จากผู้สอบทั้งหมด)
q_i = 1 − p_i
S² = Variance ของคะแนนรวม (Population Variance)
X̄ = ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม
C = คะแนนเกณฑ์ (Cut Score) ที่ปรับตามจำนวนข้อที่เลือก
KR-20 vs Lovett :
KR-20 ใช้ S² เป็นตัวหาร เหมาะกับอิงกลุ่ม
ส่วน Lovett ใช้ S² + (X̄ − C)² เป็นตัวหาร
โดยเมื่อ X̄ ≠ C (ค่าเฉลี่ยไม่ตรงกับเกณฑ์) ค่า Lovett จะสูงกว่า KR-20
สะท้อนความสามารถในการจำแนก ณ จุดเกณฑ์ได้ดีกว่า
เกณฑ์การแปลผลค่าความเชื่อมั่น Lovett (ρ_c)
ความแตกต่างระหว่าง : อิงกลุ่ม (NRT) vs อิงเกณฑ์ (CRT)
| ประเด็น | อิงกลุ่ม (NRT) | อิงเกณฑ์ (CRT) |
| เป้าหมาย | จัดลำดับผู้สอบ | ตัดสิน ผ่าน/ไม่ผ่าน เกณฑ์ |
| การแบ่งกลุ่ม | 50% สูง / 50% ต่ำ (หรือ 27%) | Mastery / Non-mastery ตาม Cut Score |
| ค่าความยาก (p) | ✓ วิเคราะห์ เกณฑ์ 0.20–0.80 | ✗ ไม่วิเคราะห์ ไม่ใช้เป็นเกณฑ์ |
| อำนาจจำแนก (r/B) | r = (H−L)/n; เกณฑ์ r ≥ 0.20 | B = P_M − P_NM; เกณฑ์ B ≥ 0.20 |
| ความเชื่อมั่น | KR-20 (หาร S²) | Lovett (หาร S²+(X̄−C)²) |
| เกณฑ์คุณภาพข้อสอบ | p ∈ [0.20, 0.80] และ r ≥ 0.20 | B ≥ 0.20 เท่านั้น |
อ้างอิง :
Livingston (1972); Berk (1980); พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557);
ล้วน สายยศ (2543); บุญชม ศรีสะอาด (2545)