นำเข้าข้อมูล
แต่ละคอลัมน์ = 1 ตัวแปร · แถวแรกที่เป็นข้อความจะถูกใช้เป็นชื่อตัวแปร
รองรับตัวคั่น Tab, จุลภาค, อัฒภาค หรือช่องว่าง (ตรวจจับอัตโนมัติ)

คู่มือการใช้งาน ข้อมูลถูกส่งไปคำนวณด้วย PHP และไม่ถูกจัดเก็บ
คำอธิบายตามหลักวิชาการ
หลักการ เงื่อนไขการใช้ และการแปลความหมายของสถิติที่โปรแกรมคำนวณ
คู่มือการใช้งาน

สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) ใช้สรุปลักษณะของข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ใน 3 ด้าน คือ ค่ากลาง การกระจาย และรูปร่างการแจกแจง โดยไม่สรุปอ้างอิงไปยังประชากร การสรุปอ้างอิงไปยังประชากรเป็นหน้าที่ของสถิติอนุมาน (inferential statistics) ซึ่งในโปรแกรมนี้มี 2 ส่วน คือ ช่วงความเชื่อมั่น 95% ของค่าเฉลี่ย และการทดสอบ Shapiro–Wilk

สถิติที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับการวัดของตัวแปร (Stevens, 1946)

ระดับการวัดตัวอย่างสถิติที่เหมาะสมใช้โปรแกรมนี้ได้
นามบัญญัติ (Nominal)เพศ ศาสนา คณะความถี่ ร้อยละ ฐานนิยมไม่เหมาะ — รหัสตัวเลขของกลุ่มไม่มีความหมายเชิงปริมาณ
เรียงอันดับ (Ordinal)อันดับที่ ระดับการศึกษา ข้อคำถามมาตรประมาณค่ารายข้อความถี่ มัธยฐาน ควอร์ไทล์ IQRได้ โดยเน้น Mdn, IQR และตารางความถี่
อันตรภาค (Interval)คะแนนสอบ อุณหภูมิ (°C) คะแนนรวมของแบบวัดทุกสถิติ ยกเว้น CVได้
อัตราส่วน (Ratio)น้ำหนัก รายได้ เวลา ระยะทางทุกสถิติรวมทั้ง CVได้
มาตรประมาณค่า (Likert scale): ข้อคำถามแต่ละข้อมีระดับการวัดแบบเรียงอันดับ แต่ในทางปฏิบัติ คะแนนรวมหรือค่าเฉลี่ยของหลายข้อมักวิเคราะห์แบบมาตราอันตรภาค (Norman, 2010) ผู้วิจัยควรระบุเหตุผลของการเลือกใช้ และกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยไว้ล่วงหน้าในวิธีดำเนินการวิจัย

โครงสร้างข้อมูล: หนึ่งแถวคือหนึ่งหน่วยข้อมูล (เช่น ผู้ตอบหนึ่งคน) และหนึ่งคอลัมน์คือหนึ่งตัวแปร ไม่ควรรวมคอลัมน์ของตัวแปรต่างชนิดกันเป็นชุดเดียว เพราะผลที่ได้จะไม่มีความหมายทางสถิติ

  • ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (M, x̄ = Σx / n) ใช้ข้อมูลทุกค่าในการคำนวณ เป็นตัวประมาณที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อการแจกแจงสมมาตร แต่ไวต่อค่าผิดปกติ
  • มัธยฐาน (Mdn) คือค่าที่ตำแหน่งกึ่งกลางของข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว มีความทนทาน (robust) ต่อค่าผิดปกติ จึงเหมาะกับข้อมูลที่เบ้มากหรือข้อมูลมาตราเรียงอันดับ
  • ฐานนิยม (Mode) คือค่าที่มีความถี่สูงสุด เหมาะกับข้อมูลที่มีค่าซ้ำ เช่น คะแนนมาตรประมาณค่า สำหรับข้อมูลต่อเนื่องที่แทบไม่มีค่าซ้ำ ฐานนิยมมักไม่มีความหมายในการแปลผล

ในข้อมูลที่เบ้ขวา (ทางบวก) ค่าเฉลี่ยมักมากกว่ามัธยฐาน และในข้อมูลที่เบ้ซ้ายค่าเฉลี่ยมักน้อยกว่ามัธยฐาน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้เป็นเพียงแนวโน้ม ไม่ใช่กฎตายตัว โดยเฉพาะในข้อมูลไม่ต่อเนื่อง (von Hippel, 2005) จึงไม่ควรใช้ตัดสินความเบ้แทนค่าสถิติความเบ้

  • พิสัย (Range) = ค่าสูงสุด − ค่าต่ำสุด คำนวณง่าย แต่ขึ้นอยู่กับค่าสุดขั้วเพียง 2 ค่า
  • ความแปรปรวน (s²) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ใช้ตัวหาร n − 1 (Bessel's correction) ทำให้ s² เป็นตัวประมาณที่ไม่เอนเอียงของความแปรปรวนประชากร SD มีหน่วยเดียวกับข้อมูลจึงแปลความหมายได้ง่ายกว่า
  • พิสัยควอร์ไทล์ (IQR = Q₃ − Q₁) คือช่วงของข้อมูล 50% ตรงกลาง ทนทานต่อค่าผิดปกติ จึงใช้คู่กับมัธยฐาน
  • สัมประสิทธิ์การแปรผัน (CV = SD / M × 100) ใช้เปรียบเทียบการกระจายของตัวแปรที่มีหน่วยหรือขนาดต่างกัน ใช้ได้กับข้อมูลมาตราอัตราส่วนที่มีค่าเป็นบวกเท่านั้น โปรแกรมจึงรายงาน CV เฉพาะเมื่อข้อมูลทุกค่ามากกว่า 0
SD ไม่ใช่ SE: SD บรรยายการกระจายของข้อมูลแต่ละค่ารอบค่าเฉลี่ย ส่วน SE = SD/√n บอกความแม่นยำของค่าเฉลี่ยในฐานะตัวประมาณค่าเฉลี่ยประชากร จึงไม่ควรรายงาน SE แทน SD เมื่อต้องการบรรยายข้อมูล

ช่วงความเชื่อมั่น 95% ของค่าเฉลี่ย คำนวณจาก x̄ ± t.975, n−1 · SE ซึ่งถูกต้องแม้กลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก การแปลความหมายที่ถูกต้องคือ หากสุ่มตัวอย่างซ้ำหลายครั้งและสร้างช่วงด้วยวิธีเดียวกัน ประมาณ 95% ของช่วงทั้งหมดจะครอบคลุมค่าเฉลี่ยประชากร ไม่ได้หมายความว่าช่วงที่คำนวณได้ช่วงหนึ่งมีโอกาส 95% ที่จะครอบคลุมค่าเฉลี่ยประชากร ทั้งนี้ต้องมีข้อตกลงว่าข้อมูลได้มาจากการสุ่ม

ควอร์ไทล์แบ่งข้อมูลที่เรียงลำดับแล้วออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน (Q₁, Q₂ = มัธยฐาน, Q₃) แต่การคำนวณไม่มีวิธีเดียวที่ถูกต้อง Hyndman และ Fan (1996) รวบรวมวิธีที่โปรแกรมสถิติต่าง ๆ ใช้ไว้ถึง 9 วิธี ซึ่งให้ผลต่างกันได้มากเมื่อ n มีขนาดเล็ก โปรแกรมนี้มีให้เลือก 3 วิธี

วิธีตำแหน่งของ Qpตรงกับตัวอย่าง Q₃*
Weighted average (ค่าเริ่มต้น)(n + 1)pSPSS Frequencies, Excel QUARTILE.EXC9.75
Linear interpolation(n − 1)p + 1Excel QUARTILE.INC, R, NumPy8.50
Tukey's hingesมัธยฐานของครึ่งล่าง/บน (รวมมัธยฐานเมื่อ n คี่)SPSS Explore (Box plot)9.00

* ข้อมูลตัวอย่าง: 2, 4, 4, 4, 5, 5, 7, 9, 12, 30 (n = 10)

เนื่องจากค่าที่ได้ต่างกันตามวิธี ผู้วิจัยต้องระบุวิธีคำนวณในรายงาน และใช้วิธีเดียวกันตลอดทั้งงานวิจัย ค่า IQR รั้วของ Tukey และแผนภูมิกล่องในโปรแกรมนี้คำนวณจากวิธีที่เลือก

ความเบ้ (Skewness, G₁) บอกความไม่สมมาตรของการแจกแจง ค่า 0 หมายถึงสมมาตร ค่าบวกหมายถึงหางยาวไปทางขวา (เบ้ขวา) และค่าลบหมายถึงหางยาวไปทางซ้าย (เบ้ซ้าย) เกณฑ์ของ Bulmer (1979) คือ |G₁| < 0.5 ค่อนข้างสมมาตร, 0.5–1 เบ้ปานกลาง และ > 1 เบ้มาก

ความโด่งส่วนเกิน (Excess kurtosis, G₂) มีค่าเท่ากับ 0 ในการแจกแจงปกติ ค่าบวก (leptokurtic) หมายถึงหางหนาและมีค่าสุดขั้วมากกว่าโค้งปกติ ค่าลบ (platykurtic) หมายถึงหางบาง ความโด่งสะท้อนลักษณะของหางการแจกแจงมากกว่าความแหลมของยอด (Westfall, 2014)

โปรแกรมใช้สูตร G₁ และ G₂ แบบปรับแก้สำหรับกลุ่มตัวอย่าง (Joanes & Gill, 1998) ซึ่งให้ค่าตรงกับ SPSS และ Excel (SKEW, KURT) พร้อมความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน SEG1 = √[6n(n−1) / ((n−2)(n+1)(n+3))] และ SEG2 = 2SEG1√[(n²−1) / ((n−3)(n+5))] จากนั้นนำมาคำนวณค่า z = G / SE เพื่อใช้ทดสอบ

สถิติอิงพารามิเตอร์หลายชนิด เช่น t-test, ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอย มีข้อตกลงเบื้องต้นด้านการแจกแจงปกติ ควรตรวจสอบหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ วิธีกราฟ (ฮิสโตแกรม และ Normal Q–Q plot) วิธีตัวเลข (ค่า z ของความเบ้และความโด่ง) และการทดสอบทางสถิติ ซึ่ง Shapiro–Wilk มีอำนาจการทดสอบสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการทดสอบที่นิยมใช้อื่น ๆ (Razali & Wah, 2011) โปรแกรมใช้เกณฑ์ตามขนาดตัวอย่างของ Kim (2013) ดังนี้

ขนาดตัวอย่างเกณฑ์หลักเกณฑ์ประกอบ
n < 50Shapiro–Wilk p ≥ .05 และ |z| < 1.96Q–Q plot
50 ≤ n < 300|z| < 3.29 ทั้งความเบ้และความโด่งShapiro–Wilk, Q–Q plot
n ≥ 300|G₁| < 2 และ |G₂| < 7 (West et al., 1995)ฮิสโตแกรม, Q–Q plot
  • เมื่อ n มีขนาดใหญ่ การทดสอบนัยสำคัญจะไวมาก แม้การเบี่ยงเบนเล็กน้อยที่ไม่มีผลต่อการวิเคราะห์ก็ให้ผลมีนัยสำคัญ ส่วนเมื่อ n มีขนาดเล็ก การทดสอบมีอำนาจต่ำ (Ghasemi & Zahediasl, 2012)
  • ผล p ≥ .05 หมายถึงไม่พบหลักฐานว่าข้อมูลเบี่ยงเบนจากการแจกแจงปกติ ไม่ได้พิสูจน์ว่าข้อมูลแจกแจงแบบปกติ
  • สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหรือการวิเคราะห์ถดถอย ควรตรวจสอบความเป็นปกติในแต่ละกลุ่มหรือที่ค่าคลาดเคลื่อน (residuals) ไม่ใช่ที่ข้อมูลรวม

ค่าผิดปกติ (outliers) ระบุด้วยรั้วของ Tukey (1977): ค่าที่น้อยกว่า Q₁ − 1.5IQR หรือมากกว่า Q₃ + 1.5IQR และค่าสุดโต่ง (extreme) ที่ระยะ 3IQR ค่าผิดปกติไม่ควรถูกตัดทิ้งเพียงเพราะอยู่นอกรั้ว ควรตรวจสอบก่อนว่าเกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลหรือเป็นค่าจริง และรายงานวิธีจัดการอย่างโปร่งใส (Aguinis et al., 2013)

ตารางแจกแจงความถี่: ข้อมูลจำนวนเต็มที่มีค่าไม่ซ้ำกันไม่เกิน 20 ค่า (เช่น มาตรประมาณค่า 1–5) นำเสนอเป็นรายค่า ส่วนข้อมูลต่อเนื่องจัดเป็นอันตรภาคชั้นที่กว้างเท่ากัน จำนวนชั้น k = ⌈1 + log₂n⌉ ตามกฎของ Sturges (1926) แต่ละชั้นเป็นช่วงกึ่งเปิด [L, U) คือ L ≤ x < U ยกเว้นชั้นสุดท้ายที่รวมค่าสูงสุด เมื่อ n มีขนาดใหญ่มาก กฎนี้อาจให้จำนวนชั้นน้อยเกินไป ควรดูร่วมกับ Q–Q plot

แผนภูมิ: ฮิสโตแกรม (แท่งชิดกัน) ใช้กับข้อมูลต่อเนื่อง ส่วนแผนภูมิแท่งแยกกันใช้กับข้อมูลรายค่า เส้นโค้งปกติที่ซ้อนทับคำนวณจาก M และ SD ของข้อมูล ใน Normal Q–Q plot หากจุดเรียงตัวใกล้เส้นอ้างอิงแสดงว่าข้อมูลใกล้เคียงการแจกแจงปกติ จุดที่โค้งออกที่ปลายทั้งสองด้านแสดงความเบ้หรือหางหนา

  • สัญลักษณ์สถิติที่เป็นอักษรละตินพิมพ์ตัวเอียง เช่น n, M, SD, Mdn, p, t, W ส่วนอักษรกรีก (μ, σ) พิมพ์ตัวตรง
  • ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยทั่วไปรายงานทศนิยม 2 ตำแหน่ง ค่า p รายงานค่าจริง 2–3 ตำแหน่ง และเขียน p < .001 เมื่อน้อยกว่า .001
  • ค่าที่ไม่สามารถเกิน 1 ได้ (เช่น p, W, r) ไม่ต้องเขียนเลข 0 หน้าจุดทศนิยม
  • ข้อมูลที่แจกแจงใกล้เคียงปกติ นำเสนอด้วย M (SD) ส่วนข้อมูลที่เบ้มากหรือมีค่าผิดปกติ นำเสนอด้วย Mdn (IQR) และควรรายงานจำนวนข้อมูลสูญหายทุกครั้ง
  • ระบุวิธีคำนวณควอร์ไทล์ เกณฑ์ตรวจสอบความเป็นปกติ และโปรแกรมที่ใช้วิเคราะห์ไว้ในวิธีดำเนินการวิจัย
ตัวอย่าง: คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (n = 45) มีค่าเฉลี่ย M = 59.62 (SD = 9.00, 95% CI [56.92, 62.33]) มัธยฐาน Mdn = 58.30 (IQR = 8.75) ผลการทดสอบ Shapiro–Wilk พบว่า W = .961, p = .134

Aguinis, H., Gottfredson, R. K., & Joo, H. (2013). Best-practice recommendations for defining, identifying, and handling outliers. Organizational Research Methods, 16(2), 270–301.

American Psychological Association. (2020). Publication manual of the American Psychological Association (7th ed.).

Bulmer, M. G. (1979). Principles of statistics. Dover.

Ghasemi, A., & Zahediasl, S. (2012). Normality tests for statistical analysis: A guide for non-statisticians. International Journal of Endocrinology and Metabolism, 10(2), 486–489.

Hyndman, R. J., & Fan, Y. (1996). Sample quantiles in statistical packages. The American Statistician, 50(4), 361–365.

Joanes, D. N., & Gill, C. A. (1998). Comparing measures of sample skewness and kurtosis. The Statistician, 47(1), 183–189.

Kim, H.-Y. (2013). Statistical notes for clinical researchers: Assessing normal distribution (2) using skewness and kurtosis. Restorative Dentistry & Endodontics, 38(1), 52–54.

Norman, G. (2010). Likert scales, levels of measurement and the "laws" of statistics. Advances in Health Sciences Education, 15(5), 625–632.

Razali, N. M., & Wah, Y. B. (2011). Power comparisons of Shapiro-Wilk, Kolmogorov-Smirnov, Lilliefors and Anderson-Darling tests. Journal of Statistical Modeling and Analytics, 2(1), 21–33.

Stevens, S. S. (1946). On the theory of scales of measurement. Science, 103(2684), 677–680.

Sturges, H. A. (1926). The choice of a class interval. Journal of the American Statistical Association, 21(153), 65–66.

Tukey, J. W. (1977). Exploratory data analysis. Addison-Wesley.

von Hippel, P. T. (2005). Mean, median, and skew: Correcting a textbook rule. Journal of Statistics Education, 13(2).

West, S. G., Finch, J. F., & Curran, P. J. (1995). Structural equation models with nonnormal variables: Problems and remedies. In R. H. Hoyle (Ed.), Structural equation modeling: Concepts, issues, and applications (pp. 56–75). Sage.

Westfall, P. H. (2014). Kurtosis as peakedness, 1905–2014. R.I.P. The American Statistician, 68(3), 191–195.

ตารางสรุปสถิติเชิงพรรณนา (ทุกตัวแปร)
รายละเอียดตัวแปร:
สูตรและวิธีการทางสถิติที่ใช้
สถิติสูตรหมายเหตุ
ค่าเฉลี่ย (M, x̄)x̄ = Σx / nค่ากลางเลขคณิต
ความแปรปรวน (s²)s² = Σ(x − x̄)² / (n − 1)ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง (Bessel's correction)
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)s = √s²ต้องการ n ≥ 2
ความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (SE)SE = s / √nความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย
ช่วงความเชื่อมั่น 95%x̄ ± t.975, n−1 · SEใช้การแจกแจง t (ไม่ใช่ z) จึงถูกต้องแม้ n เล็ก
มัธยฐาน (Mdn)x((n+1)/2) หรือ [x(n/2) + x(n/2+1)] / 2จากข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว
ควอร์ไทล์ (Q₁, Q₃)(n+1)p · (n−1)p+1 · Tukey hingesผลต่างกันได้ตามวิธี ต้องระบุวิธีในรายงาน (Hyndman & Fan, 1996)
พิสัยควอร์ไทล์ (IQR)IQR = Q₃ − Q₁รั้วของ Tukey: Q₁ − 1.5·IQR, Q₃ + 1.5·IQR (ค่าสุดโต่ง: 3·IQR)
ความเบ้ (G₁)G₁ = n / [(n−1)(n−2)] · Σ[(x − x̄)/s]³= Excel SKEW(), SPSS; SE = √{6n(n−1) / [(n−2)(n+1)(n+3)]}
ความโด่งส่วนเกิน (G₂)G₂ = n(n+1) / [(n−1)(n−2)(n−3)] · Σ[(x − x̄)/s]⁴ − 3(n−1)² / [(n−2)(n−3)]= Excel KURT(), SPSS; SE = 2·SEG₁·√{(n²−1) / [(n−3)(n+5)]}; ค่าปกติ = 0
ค่า z ของความเบ้/ความโด่งz = G / SEเกณฑ์ตามขนาดตัวอย่าง (Kim, 2013)
Shapiro–WilkW = (Σ aᵢx₍ᵢ₎)² / Σ(x − x̄)²อัลกอริทึม Royston (1995) AS R94; 3 ≤ n ≤ 5000; ผลตรงกับ SPSS/R
สัมประสิทธิ์การแปรผัน (CV)CV = (s / x̄) × 100รายงานเฉพาะเมื่อข้อมูลทุกค่า > 0 (มาตราอัตราส่วน)
จำนวนชั้น (k)k = ⌈1 + log₂ n⌉กฎของ Sturges (1926) สำหรับข้อมูลต่อเนื่อง
เอกสารอ้างอิง: Bulmer, M. G. (1979). Principles of statistics. Dover. · Hyndman, R. J., & Fan, Y. (1996). Sample quantiles in statistical packages. The American Statistician, 50(4), 361–365. · Joanes, D. N., & Gill, C. A. (1998). Comparing measures of sample skewness and kurtosis. The Statistician, 47(1), 183–189. · Kim, H.-Y. (2013). Statistical notes for clinical researchers: Assessing normal distribution (2) using skewness and kurtosis. Restorative Dentistry & Endodontics, 38(1), 52–54. · Royston, P. (1995). Remark AS R94: A remark on algorithm AS 181. Applied Statistics, 44(4), 547–551. · Sturges, H. A. (1926). The choice of a class interval. JASA, 21(153), 65–66. · Tukey, J. W. (1977). Exploratory data analysis. Addison-Wesley. · West, S. G., Finch, J. F., & Curran, P. J. (1995). Structural equation models with nonnormal variables. In R. H. Hoyle (Ed.), Structural equation modeling (pp. 56–75). Sage.
การวิเคราะห์เสร็จสมบูรณ์
ดาวน์โหลดรายงานฉบับ Word (.docx) ที่มีตาราง ภาพ และสรุปผลตามรูปแบบงานวิชาการ หรือเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลชุดใหม่